OnlyGroub
สินเชื่อและอสังหาฯ

คำนวณผ่อนรถ / ตารางผ่อนรถ

ใส่ราคารถ เงินดาวน์ อัตราดอกเบี้ย และระยะเวลาผ่อน คำนวณค่างวดรายเดือนได้ทันที รองรับดอกเบี้ยแบบ Flat Rate และลดต้นลดดอก พร้อมตารางผ่อนครบทุกงวด

ข้อมูลรถและราคา

ราคาตามที่ตกลงกับดีลเลอร์

บาท
%

เงื่อนไขสินเชื่อ

Flat rate นิยมใช้ในไทย, Reducing ใช้ในบางธนาคาร

อัตรา Flat ทั่วไป: 2–3.5%

%

ใส่ราคารถและเงื่อนไขสินเชื่อด้านบนเพื่อดูผลการคำนวณ

รู้จักการผ่อนรถให้ครบ ก่อนตัดสินใจซื้อ

เนื้อหาด้านล่างช่วยให้คุณเข้าใจสินเชื่อรถยนต์ อัตราดอกเบี้ย และค่าใช้จ่ายที่ซ่อนอยู่ก่อนเซ็นสัญญา

สินเชื่อรถยนต์คืออะไร — และต้องเตรียมอะไรบ้าง

สินเชื่อรถยนต์ หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า การผ่อนรถ คือสัญญาที่คุณกู้เงินจากสถาบันการเงิน เช่น ธนาคาร ไฟแนนซ์ หรือลีสซิ่ง เพื่อซื้อรถ แล้วค่อย ๆ ผ่อนชำระคืนพร้อมดอกเบี้ยเป็นรายเดือนตามระยะเวลาที่ตกลงกัน โดยรถที่ซื้อจะเป็นหลักประกันของสัญญาจนกว่าจะชำระครบ

ในประเทศไทย ผู้ซื้อรถส่วนใหญ่ ไม่ได้ซื้อด้วยเงินสดทั้งหมด แต่จะวางเงินดาวน์ส่วนหนึ่ง แล้วกู้ส่วนที่เหลือจากไฟแนนซ์ที่ดีลเลอร์แนะนำ หรือจัดการเองผ่านธนาคาร ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้อาจแตกต่างกันมากในด้านอัตราดอกเบี้ยและค่าใช้จ่าย

เอกสารที่ต้องเตรียม

  • บัตรประชาชน และสำเนา
  • ทะเบียนบ้าน
  • สลิปเงินเดือนย้อนหลัง 3 เดือน หรือหนังสือรับรองเงินเดือน
  • Statement บัญชีธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน
  • สำหรับเจ้าของกิจการ: เอกสารจดทะเบียนธุรกิจและรายได้

ยิ่งรายได้สม่ำเสมอและประวัติเครดิตดี ยิ่งมีโอกาสได้อัตราดอกเบี้ยต่ำลงและวงเงินกู้สูงขึ้น การตรวจสอบเครดิตบูโรก่อนยื่นกู้จึงเป็นสิ่งที่น่าทำ

Flat Rate vs Reducing Balance — ต่างกันอย่างไร

นี่คือสิ่งที่คนซื้อรถส่วนใหญ่ไม่รู้ — อัตราดอกเบี้ยที่โฆษณา ไม่ใช่ดอกเบี้ยที่แท้จริง เนื่องจากในไทยนิยมโฆษณาแบบ Flat Rate ซึ่งมีวิธีคำนวณที่แตกต่างจาก Reducing Balance (อัตราที่แท้จริง)

ดอกเบี้ยคงที่ (Flat Rate)

  • คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นทั้งหมดตลอดสัญญา
  • ค่างวดเท่ากันทุกเดือน แต่ดอกเบี้ยที่แท้จริงสูงกว่า
  • สูตร: คงวด = (ต้น + ต้น×rate×ปี) ÷ งวด
  • นิยมในไทย เช่น 2.5% Flat ≈ ~4.5% Effective

ลดต้นลดดอก (Reducing Balance)

  • คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นที่เหลืออยู่จริง
  • ดอกเบี้ยลดลงเรื่อย ๆ ตามเงินต้นที่จ่ายไป
  • อัตราที่โฆษณาคืออัตราที่แท้จริง
  • ใช้ในบางธนาคาร เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล

ตัวอย่างเปรียบเทียบ: กู้ 500,000 บาท / 5 ปี

  • Flat Rate 2.5%: ค่างวด ~10,417 บาท, ดอกเบี้ยรวม ~125,000 บาท
  • Reducing 4.5%: ค่างวด ~9,310 บาท, ดอกเบี้ยรวม ~58,600 บาท

→ แม้ Rate 4.5% จะดูสูงกว่า 2.5% แต่ดอกเบี้ยรวมจ่ายน้อยกว่ามาก

เงินดาวน์และระยะเวลาผ่อน — เท่าไหร่ถึงเหมาะสม

เงินดาวน์: มากกว่าดีกว่าเสมอหรือเปล่า?

โดยทั่วไปแนะนำว่า ดาวน์อย่างน้อย 15–20% ของราคารถ เพื่อให้วงเงินกู้ไม่สูงเกินไป และยังคุ้มค่าหากรถเสื่อมมูลค่าลงเร็ว แต่ถ้ามีเงินสดมากพอและดอกเบี้ยสูง การดาวน์มากขึ้น ช่วยลดดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายได้อย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ไม่ควรทุ่มเงินทั้งหมดไปเป็นเงินดาวน์จนไม่มีเงินสำรองฉุกเฉิน ควรคงเงินสำรองไว้อย่างน้อย 3–6 เดือนของค่าใช้จ่ายประจำ

ระยะเวลาผ่อน: สั้นหรือยาวดีกว่า?

ผ่อนสั้น (3–4 ปี)
  • ดอกเบี้ยรวมน้อยกว่า
  • เป็นเจ้าของรถเร็วขึ้น
  • ความเสี่ยงต่ำถ้ารายได้เปลี่ยน
  • แต่ค่างวดรายเดือนสูง
ผ่อนยาว (6–7 ปี)
  • ค่างวดรายเดือนลดลง
  • กระแสเงินสดดีขึ้น
  • เหมาะถ้ารายได้ไม่แน่นอน
  • แต่ดอกเบี้ยรวมสูงขึ้นมาก

กฎง่าย ๆ คือ ค่างวดต่อเดือนไม่ควรเกิน 15–20% ของรายได้สุทธิ เพื่อให้ยังมีเงินพอดูแลค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รวมถึงค่าบำรุงรักษารถและประกันภัย

ค่าใช้จ่ายอื่นที่ต้องคิดนอกจากค่างวด

ค่างวดรถเป็นแค่ส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายรถทั้งหมด หลายคนประเมินต่ำเกินไปทำให้กระทบการเงินในระยะยาว ลองเช็กรายการค่าใช้จ่ายเหล่านี้ก่อนตัดสินใจ:

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1: 15,000–40,000 บาท/ปี
ขึ้นอยู่กับรุ่น ยี่ห้อ และบริษัทประกัน
ภาษีรถประจำปี: 300–20,000 บาท/ปี
ตามขนาดเครื่องยนต์และปีรถ
ค่าบำรุงรักษา / เซอร์วิส: 5,000–15,000 บาท/ปี
น้ำมันเครื่อง ยางรถ ตามระยะ
ค่าน้ำมัน: แล้วแต่ระยะทาง
รถ 1,500 cc ประหยัด ~12–15 กม./ลิตร
ค่าจดทะเบียน / โอนเล่ม: ครั้งเดียว
กรณีรถใหม่ ~1–3% ของราคา

รวมแล้วค่าใช้จ่ายรถทั้งหมดอาจสูงกว่าค่างวด 30–50% ควรนำตัวเลขทั้งหมดมาคิดรวมกันก่อนตัดสินใจ

คำถามที่พบบ่อยเรื่องการผ่อนรถ

โปะหนี้ก่อนกำหนด ได้ลดดอกเบี้ยไหม?

ขึ้นอยู่กับสัญญา สำหรับสัญญา Flat Rate มักมีค่าปรับโปะก่อนกำหนด หรือยอดที่ต้องชำระถูกคำนวณด้วยสูตร Rule of 78 ซึ่งทำให้ประโยชน์ของการโปะน้อยลง สำหรับ Reducing Balance การโปะก่อนกำหนดช่วยลดดอกเบี้ยได้ชัดเจนกว่า ควรอ่านสัญญาหรือถามไฟแนนซ์ให้ชัดเจนก่อน

ค่างวดสูงสุดที่ควรผ่อนได้ต่อเดือนคือเท่าไหร่?

หลักแนะนำทั่วไปคือ ภาระหนี้ทั้งหมด (รวมบ้าน บัตรเครดิต ฯลฯ) ไม่ควรเกิน 40–50% ของรายได้ต่อเดือน และค่างวดรถโดยเฉพาะไม่ควรเกิน 15–20% ของรายได้สุทธิ เพื่อให้ยังมีเงินพอสำหรับค่าใช้จ่ายประจำและการออม

ผ่อนไม่ไหว จะทำอย่างไร?

ควรติดต่อไฟแนนซ์ก่อนที่จะค้างชำระ เพราะมีทางเลือกเช่น ขอพักชำระชั่วคราว, ขอขยายระยะเวลา เพื่อลดค่างวด หรือ รีไฟแนนซ์ ไปที่อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า การค้างชำระโดยไม่แจ้งจะกระทบคะแนนเครดิตและอาจถูกยึดรถในที่สุด

รีไฟแนนซ์รถคุ้มไหม?

รีไฟแนนซ์คุ้มถ้า อัตราดอกเบี้ยใหม่ต่ำกว่าเดิมอย่างน้อย 0.5–1% ขึ้นไป และยังเหลือระยะเวลาผ่อนอีกนาน อย่าลืมคิดค่าธรรมเนียมการรีไฟแนนซ์ เช่น ค่าจดจำนอง และค่าดำเนินการ ก่อนตัดสินใจด้วย