OnlyGroub
ธุรกิจ

เครื่องคำนวณ ROI และจุดคุ้มทุน

คำนวณผลตอบแทนการลงทุน (ROI) และจุดคุ้มทุน (Break-even) ฟรี ใช้ประเมินความคุ้มค่าก่อนตัดสินใจลงทุนหรือเปิดธุรกิจ มี Contribution Margin, Margin of Safety ครบถ้วน

ข้อมูลการลงทุน

ต้นทุนรวมทั้งหมดที่ใช้ลงทุน

บาท

มูลค่าสุทธิหรือรายได้รวมที่คาดว่าจะได้รับ

บาท

ระยะเวลาในการลงทุน (ใช้คำนวณ ROI รายปี)

เดือน
สูตรคำนวณ
ROI = (รายได้ − ต้นทุน) ÷ ต้นทุน × 100
ROI รายปี = ROI ÷ จำนวนเดือน × 12
ผลตอบแทน (ROI)
กำลังโหลดกราฟ…
กำไรสุทธิ
+30,000.00
บาท
ROI
30.0%
รายละเอียด
เงินลงทุนเริ่มต้น100,000.00 บาท
รายได้ / มูลค่าที่ได้รับ130,000.00 บาท
กำไร / ขาดทุนสุทธิ30,000.00 บาท
ROI รายปี (12 เดือน)30.00% บาท

ROI และจุดคุ้มทุนคืออะไร — ทำไมนักธุรกิจต้องรู้ก่อนลงทุน

ก่อนตัดสินใจลงทุนหรือเปิดธุรกิจ ตัวเลขที่สำคัญที่สุดสองตัวที่ต้องรู้คือ ROI (Return on Investment) ซึ่งบอกว่าการลงทุนนี้ให้ผลตอบแทนกี่เปอร์เซ็นต์ และ จุดคุ้มทุน (Break-even Point) ซึ่งบอกว่าต้องขายเท่าไรถึงจะคืนทุน ทั้งสองตัวเลขนี้ใช้แตกต่างกัน แต่เสริมกันในการตัดสินใจ

ROI คืออะไร และอ่านค่าอย่างไรให้ถูกต้อง

ROI (Return on Investment) หรือผลตอบแทนจากการลงทุน คือตัวชี้วัดที่บอกว่า ทุก 100 บาทที่ลงทุนไป ได้กลับมากี่บาท สูตรอย่างง่ายคือ:

ROI = (รายได้ที่ได้รับ − เงินลงทุน) ÷ เงินลงทุน × 100

ตัวอย่างการแปลผล ROI

ROI < 0%
ขาดทุน — ต้นทุนมากกว่ารายได้
ROI 0–20%
ผลตอบแทนต่ำ — อาจดีกว่าฝากธนาคารเล็กน้อย
ROI > 20%
ผลตอบแทนดี — คุ้มค่าการลงทุน

ROI รายปี (Annualized ROI) สำคัญมากเมื่อเปรียบเทียบการลงทุนหลายประเภทที่มีระยะเวลาต่างกัน เช่น การลงทุนที่ให้ ROI 30% ใน 6 เดือน ดีกว่า ROI 30% ใน 2 ปี เพราะ ROI รายปีของกรณีแรกคือ 60% ในขณะที่กรณีหลังคือแค่ 15% ต่อปี

จุดคุ้มทุน (Break-even) — คำนวณอย่างไร ใช้ตัดสินใจอะไรได้บ้าง

จุดคุ้มทุน (Break-even Point) คือปริมาณการขายที่รายได้เท่ากับต้นทุนรวมพอดี ไม่กำไรไม่ขาดทุน สูตรหลักที่ใช้:

Contribution Margin = ราคาขาย − ต้นทุนผันแปรต่อหน่วย
จุดคุ้มทุน (หน่วย) = ต้นทุนคงที่ ÷ Contribution Margin

ตัวอย่างจริง: ร้านขายของชำ

  • ต้นทุนคงที่ต่อเดือน (เช่า เงินเดือน สาธารณูปโภค): 50,000 บาท
  • ราคาขายเฉลี่ยต่อรายการ: 80 บาท
  • ต้นทุนสินค้าต่อรายการ: 50 บาท
  • Contribution Margin = 80 − 50 = 30 บาท/หน่วย
  • จุดคุ้มทุน = 50,000 ÷ 30 = 1,667 รายการ/เดือน

หมายใจว่าถ้าขายได้ น้อยกว่า 1,667 รายการต่อเดือน ขาดทุน ถ้าขายได้มากกว่า ทุกรายการที่เพิ่มคือกำไร 30 บาท

Contribution Margin และ Margin of Safety คืออะไร

Contribution Margin (กำไรส่วนเกิน)

Contribution Margin คือส่วนต่างระหว่างราคาขายกับต้นทุนผันแปรต่อหน่วย ยิ่ง CM สูง ยิ่งครอบต้นทุนคงที่ได้เร็ว ยิ่งถึงจุดคุ้มทุนได้ไว สินค้าที่มี CM ต่ำต้องขายปริมาณมากเพื่อให้ถึงจุดคุ้มทุน

Margin of Safety (ส่วนเผื่อความปลอดภัย)

Margin of Safety คือส่วนต่างระหว่างยอดขายจริงกับจุดคุ้มทุน ยิ่งมี Margin of Safety สูง ธุรกิจทนทานต่อยอดขายที่ลดลงได้มากกว่า ถ้า Margin of Safety ต่ำมาก (น้อยกว่า 10%) หมายความว่าธุรกิจมีความเสี่ยงสูงหากยอดขายผันผวน

ข้อควรระวัง การคำนวณ Break-even ใช้สมมติฐานว่าต้นทุนผันแปรคงที่ต่อหน่วยและราคาขายไม่เปลี่ยน ในความเป็นจริงอาจมีส่วนลดปริมาณ ต้นทุนวัตถุดิบที่ขึ้นราคา หรือค่าใช้จ่ายแอบแฝง ควรเผื่อ buffer ไว้อีก 10–20%

ใช้ ROI กับ Break-even ร่วมกันอย่างไรให้ได้ผล

ROI ตอบคำถามว่า "คุ้มค่าหรือเปล่า?" ในมุมของผลตอบแทนรวม Break-even ตอบคำถามว่า "ต้องขายเท่าไรถึงจะไม่ขาดทุน?" ใช้ทั้งสองร่วมกันให้ครบถ้วน:

ขั้นที่ 1 คำนวณ Break-even เพื่อรู้ว่ายอดขายขั้นต่ำที่ต้องทำได้คือเท่าไร
ขั้นที่ 2 ประเมินว่าตลาดรองรับยอดขายนั้นได้จริงหรือไม่ (Demand Analysis)
ขั้นที่ 3 คำนวณ ROI ที่คาดการณ์ตามยอดขายที่เป็นจริง เพื่อเปรียบเทียบกับทางเลือกอื่น
ขั้นที่ 4 ถ้า ROI ดีและ Break-even อยู่ในช่วงที่รับได้ — ลงทุนได้

คำถามที่พบบ่อย — ROI และจุดคุ้มทุน

ROI ที่ดีควรอยู่ที่เท่าไร?

ขึ้นอยู่กับประเภทการลงทุนและความเสี่ยง ธุรกิจทั่วไปมักตั้งเป้า ROI ขั้นต่ำที่ 15–20% ต่อปี ส่วนการลงทุนในหุ้นมักใช้ 8–12% เป็นเกณฑ์ ยิ่งความเสี่ยงสูงควรต้องการ ROI สูงขึ้นตามลำดับ

ควรคิดต้นทุนอะไรบ้างในการคำนวณ ROI?

รวมทุกอย่างที่จ่ายออกไป: ต้นทุนซื้อสินค้า ค่าติดตั้ง ค่าอบรม ค่าการตลาด ค่าบริหาร และค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) หากลืมบางรายการ ROI จะดูดีกว่าความเป็นจริง

ถ้า Break-even สูงมาก ควรทำอย่างไร?

มีสองทางเลือก: ลดต้นทุนคงที่ (เช่น เลือกสถานที่ที่ราคาถูกกว่า ใช้เทคโนโลยีแทนแรงงาน) หรือเพิ่ม Contribution Margin โดยขึ้นราคาหรือลดต้นทุนผันแปร ทั้งสองทางส่งผลให้จุดคุ้มทุนลดลง

ROI กับ ROE ต่างกันอย่างไร?

ROI (Return on Investment) วัดผลตอบแทนจากเงินลงทุนทั้งหมด ส่วน ROE (Return on Equity) วัดเฉพาะส่วนของผู้ถือหุ้น ถ้าธุรกิจกู้เงินมาลงทุนด้วย ROE จะสูงกว่า ROI เนื่องจาก Leverage Effect