คำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ใส่รายได้ต่อปีและค่าลดหย่อน ระบบจะคำนวณภาษีที่ต้องจ่ายตามอัตราภาษีแบบขั้นบันได พร้อมแสดงรายละเอียดแต่ละขั้น ฟรี ใช้งานได้ทันที
รายได้ต่อปี
เงินเดือน โบนัส รายได้เสริม รวมกันทั้งหมด
ค่าลดหย่อน
ลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาทถูกใส่ไว้ให้อัตโนมัติ
คนละ 30,000 บาท
สูงสุด 30% ของรายได้ หรือ 200,000
สูงสุด 30% ของรายได้ หรือ 500,000
ใส่รายได้ด้านซ้ายเพื่อดูผลการคำนวณ
รู้จักภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้ครบ ก่อนกดคำนวณ
เนื้อหาด้านล่างช่วยให้คุณเข้าใจหลักการคำนวณภาษี และใช้ค่าลดหย่อนได้ถูกต้องและครบถ้วน
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาคืออะไร — และใครต้องยื่น
ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา คือภาษีที่กรมสรรพากรเก็บจากบุคคลทั่วไปที่มีรายได้เกินเกณฑ์ที่กำหนด ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน โบนัส คอมมิชชั่น ค่าเช่า รายได้จากธุรกิจส่วนตัว หรือดอกเบี้ยและเงินปันผล โดยคิดอัตราแบบขั้นบันได ซึ่งหมายความว่ายิ่งมีรายได้สุทธิสูงขึ้น อัตราภาษีก็จะสูงขึ้นตามในแต่ละช่วง
รายได้สุทธิ ที่ใช้คำนวณภาษีนั้นไม่ใช่รายได้ทั้งหมดที่รับมา แต่คือรายได้ทั้งหมด หักด้วยค่าใช้จ่ายและค่าลดหย่อนทุกรายการแล้ว ดังนั้นคนที่มีรายได้สูงแต่รู้จักใช้ค่าลดหย่อนครบ อาจเสียภาษีน้อยกว่าคนที่มีรายได้ต่ำกว่าแต่ไม่รู้ถึงสิทธิ์ที่ตัวเองมีอยู่
ใครบ้างที่ต้องยื่นภาษีเงินได้
- บุคคลธรรมดาที่มีเงินได้ใน ปีภาษีนั้น เกิน 60,000 บาท (หรือ 120,000 บาทสำหรับผู้มีคู่สมรส)
- ผู้ที่ถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้แล้ว และต้องการขอคืนภาษี
- ผู้ที่มีรายได้หลายทาง แม้แต่ละทางจะต่ำกว่าเกณฑ์ แต่รวมกันเกินกว่า 60,000 บาท
กำหนดเวลายื่นภาษี
ยื่นแบบ ภ.ง.ด.90 (สำหรับผู้มีรายได้หลายประเภท) หรือ ภ.ง.ด.91 (สำหรับพนักงานที่มีแต่เงินเดือน) ภายในวันที่ 31 มีนาคม ของปีถัดไป หากยื่นผ่านระบบ e-Filing ของกรมสรรพากร จะได้รับการขยายเวลาถึงสิ้นเดือน เมษายน โดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสิทธิ์ที่คนส่วนใหญ่มองข้ามไป
อัตราภาษีเงินได้ปี 2567 — แบบขั้นบันได 8 ช่วง
ประเทศไทยใช้ ระบบภาษีแบบขั้นบันได (Progressive Tax) โดยอัตราภาษีจะเพิ่มขึ้นตามช่วงเงินได้สุทธิ อัตราปัจจุบันมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ปีภาษี 2556 และยังคงใช้อยู่ในปี 2567 นี้
| เงินได้สุทธิ (บาท) | อัตราภาษี | ภาษีสูงสุดของขั้น |
|---|---|---|
| ไม่เกิน 150,000 | ยกเว้น | – |
| 150,001 – 300,000 | 5% | 7,500 |
| 300,001 – 500,000 | 10% | 20,000 |
| 500,001 – 750,000 | 15% | 37,500 |
| 750,001 – 1,000,000 | 20% | 50,000 |
| 1,000,001 – 2,000,000 | 25% | 250,000 |
| 2,000,001 – 5,000,000 | 30% | 900,000 |
| เกิน 5,000,000 | 35% | ไม่จำกัด |
ข้อควรเข้าใจ: ภาษีคิดเป็นขั้น ไม่ใช่คิดทั้งก้อน
ถ้ามีเงินได้สุทธิ 500,000 บาท จะไม่เสียภาษีทั้งก้อนที่ 10% แต่เสีย 0% สำหรับ 150,000 แรก + 5% สำหรับ 150,000 ก้อนต่อ + 10% สำหรับ 200,000 ที่เหลือ รวมภาษีทั้งหมด = 7,500 + 20,000 = 27,500 บาท
ค่าใช้จ่ายที่หักได้ และค่าลดหย่อนที่ใช้บ่อย
การลดภาษีอย่างถูกกฎหมายทำได้จากสองส่วน ได้แก่ ค่าใช้จ่าย และ ค่าลดหย่อน ซึ่งทั้งสองส่วนนำมาหักจากรายได้ได้จริง และกฎหมายเปิดโอกาสให้ใช้ได้เต็มสิทธิ์
ค่าใช้จ่ายที่หักได้ก่อนคำนวณภาษี
- พนักงานบริษัท / ลูกจ้าง (เงินเดือน) : หักได้ 50% ของเงินได้ สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท โดยไม่ต้องมีหลักฐานค่าใช้จ่ายจริง
- ฟรีแลนซ์ / ธุรกิจส่วนตัว / รายได้จากงานอิสระ : หักแบบเหมาได้ 60% ของเงินได้ สูงสุดไม่เกิน 600,000 บาท หรือหักตามจริงแต่ต้องมีหลักฐานประกอบ
ค่าลดหย่อนที่ใช้บ่อยที่สุด
- ลดหย่อนส่วนตัว: 60,000 บาท (ได้ทุกคนโดยอัตโนมัติ)
- คู่สมรสที่ไม่มีรายได้: 60,000 บาท
- บุตร (อายุไม่เกิน 25 ปี หรือทุพพลภาพ): คนละ 30,000 บาท ไม่จำกัดจำนวน
- บิดามารดา (อายุ 60 ปีขึ้นไป ไม่มีรายได้เกิน 30,000 บาท/ปี): คนละ 30,000 บาท
- เบี้ยประกันชีวิต / ประกันเงินออม: สูงสุด 100,000 บาท
- เบี้ยประกันสุขภาพตัวเอง: สูงสุด 25,000 บาท (รวมกับประกันชีวิตได้ 100,000)
- ประกันสังคม: สูงสุด 9,000 บาทต่อปี (750 บาท × 12 เดือน)
- กองทุน SSF (Super Saving Fund): 30% ของรายได้ สูงสุด 200,000 บาท
- กองทุน RMF: 30% ของรายได้ สูงสุด 500,000 บาท (รวมกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ)
- กบข. / กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ: ตามที่จ่ายจริง รวมกับ RMF ไม่เกิน 500,000 บาท
- ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมซื้อบ้าน: สูงสุด 100,000 บาท
- เงินบริจาคทั่วไป: สูงสุด 10% ของเงินได้สุทธิ
- เงินบริจาคพรรคการเมือง: สูงสุด 10,000 บาท
* ค่าลดหย่อนบางรายการมีเงื่อนไขเพิ่มเติม ควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือนักบัญชีสำหรับกรณีเฉพาะของคุณ
วิธีคำนวณภาษีแบบทีละขั้น — พร้อมตัวอย่างจริง
สูตรคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาในรูปแบบย่อคือ:
− ค่าใช้จ่าย (50% หรือ 60% สูงสุดตามประเภท)
− ค่าลดหย่อนรวม
= เงินได้สุทธิ
จากนั้นนำเงินได้สุทธิไปเทียบกับขั้นภาษีทีละขั้น
ตัวอย่าง: พนักงานเงินเดือน 50,000 บาท/เดือน
| รายได้ทั้งปี (50,000 × 12) | 600,000 บาท |
| หัก ค่าใช้จ่าย 50% (แต่สูงสุด 100,000) | − 100,000 บาท |
| หัก ลดหย่อนส่วนตัว | − 60,000 บาท |
| หัก ประกันสังคม | − 9,000 บาท |
| เงินได้สุทธิ | 431,000 บาท |
| 0% × 150,000 | 0 บาท |
| 5% × 150,000 (150,001–300,000) | 7,500 บาท |
| 10% × 131,000 (300,001–431,000) | 13,100 บาท |
| ภาษีที่ต้องชำระ | 20,600 บาท |
หากเพิ่มค่าลดหย่อน เช่น ซื้อกองทุน SSF 50,000 บาท เงินได้สุทธิจะลดเหลือ 381,000 บาท และภาษีจะลดลงเหลือประมาณ 15,600 บาท — ประหยัดได้ทันที 5,000 บาทด้วยการลงทุนที่มีประโยชน์ระยะยาวด้วย
คำถามที่พบบ่อยเรื่องภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ถ้าบริษัทหักภาษี ณ ที่จ่ายไปแล้ว ยังต้องยื่นภาษีอีกไหม?
ต้องยื่นเสมอ เพราะการหักภาษี ณ ที่จ่ายเป็นแค่การจ่ายล่วงหน้า ยอดที่แท้จริงอาจมากกว่าหรือน้อยกว่าที่หักไว้ ถ้าหักไว้มากเกินไปก็จะได้คืน ถ้าน้อยเกินไปก็ต้องจ่ายเพิ่ม
ฟรีแลนซ์ที่รับเงินผ่านบัญชีต้องยื่นภาษีไหม?
ใช่ครับ ไม่ว่ารายได้จะผ่านช่องทางใด ถ้าเกิน 60,000 บาทต่อปีต้องยื่นทั้งนั้น กรมสรรพากรสามารถตรวจสอบการโอนเงินเข้าบัญชีได้ โดยเฉพาะหากมียอดโอนเข้าจำนวนมากหรือบ่อยครั้ง สำหรับฟรีแลนซ์ สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ 60% สูงสุด 600,000 บาท ซึ่งสูงกว่าพนักงานบริษัทมาก
ถือหุ้นและได้เงินปันผล ต้องนำมาคำนวณภาษีไหม?
เงินปันผลถูกหัก ภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10% ไว้แล้วก่อนรับ คุณมีสิทธิ์เลือกว่าจะนำมารวมคำนวณในแบบภาษีปลายปีหรือไม่ก็ได้ ถ้าอัตราภาษีส่วนบุคคลของคุณต่ำกว่า 10% อาจคุ้มที่จะนำมารวมเพื่อขอคืนส่วนต่าง
ซื้อ SSF หรือ RMF ตอนสิ้นปีจะทันลดหย่อนปีนี้ไหม?
ทันครับ ตราบใดที่ซื้อก่อนสิ้นปี (31 ธันวาคม) สามารถนำมาใช้ลดหย่อนของปีภาษีนั้นได้ทันที แต่ควรวางแผนล่วงหน้าสักสองสามเดือนเผื่อไว้ เพราะช่วงปลายปีกองทุนยอดนิยมอาจปิดรับซื้อก่อนสิ้นปีได้
ยื่นภาษีช้า มีโทษอะไร?
หากยื่นภาษีเกินกำหนด จะมีเบี้ยปรับ 1.5% ต่อเดือน ของยอดภาษีที่ต้องจ่าย (เศษของเดือนนับเป็นหนึ่งเดือน) สูงสุดไม่เกิน 22.5% และอาจมีค่าปรับเพิ่มเติมจากเจ้าหน้าที่ ถ้ายื่นเองก่อนถูกตรวจสอบจะได้รับการลดหย่อนโทษ แต่ถ้าถูกเรียกตรวจก่อนจะมีโทษหนักกว่า