แนวข้อสอบ ก.พ. (ภาค ก.)
ฝึกทำแนวข้อสอบ ก.พ. ภาค ก. ครอบคลุมวิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ (คณิตศาสตร์, ภาษาไทย) และวิชาภาษาอังกฤษ ดูเฉลยพร้อมคำอธิบายได้ทันที
ถ้า A ซื้อเสื้อราคา 500 บาท ได้รับส่วนลด 20% จากนั้นนำไปขายต่อในราคา 600 บาท A จะได้กำไรกี่เปอร์เซ็นต์จากการลงทุน
อนุกรมตัวเลข 3, 5, 9, 15, 23, ... ตัวเลขถัดไปคืออะไร
รถยนต์สองคันออกเดินทางจากจุดเดียวกันในเวลาเดียวกัน คันแรกขับด้วยความเร็ว 60 กม./ชม. คันที่สองขับด้วยความเร็ว 80 กม./ชม. อีกนานเท่าไรทั้งสองคันจะห่างกัน 50 กม.
ถ้าอายุปัจจุบันของพ่อเป็น 3 เท่าของลูก อีก 10 ปีข้างหน้า พ่อจะมีอายุเป็น 2 เท่าของลูก ปัจจุบันลูกอายุเท่าไร
หากทำงานชิ้นหนึ่ง A ทำคนเดียวเสร็จใน 6 วัน B ทำคนเดียวเสร็จใน 12 วัน ถ้าทั้งสองคนช่วยกันทำ จะใช้เวลากี่วัน
(0/5 ข้อในหน้านี้)
เจาะลึกทุกเรื่องที่ต้องรู้เกี่ยวกับ แนวข้อสอบ ก.พ. ภาค ก.
คู่มือการเตรียมตัวสอบแข่งขันเพื่อเข้ารับราชการแบบครบจบในที่เดียว สำรวจโครงสร้างข้อสอบ เทคนิคการอ่านหนังสือ และแนวคิดในการทำข้อสอบให้ทันเวลา
1. ทำความรู้จักการสอบ ก.พ. ภาค ก. คืออะไร และสำคัญอย่างไร?
การสอบเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐนั้น โดยส่วนใหญ่ด่านแรกที่จะต้องผ่านให้ได้คือ การสอบ ก.พ. ภาค ก. หรือที่เรียกชื่อเต็มๆ ว่า การสอบภาคความรู้ความสามารถทั่วไป ซึ่งจัดขึ้นโดย สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) การสอบนี้เปรียบเสมือนใบเบิกทางที่สำคัญสำหรับการก้าวเข้ามาเป็น ข้าราชการพลเรือนสามัญ อย่างเต็มตัว
จุดประสงค์หลักของการสอบ ก.พ. ภาค ก. คือการวัดระดับความรู้ ความสามารถพื้นฐาน และศักยภาพในการคิดวิเคราะห์ของผู้สมัครสอบ ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่จบการศึกษาระดับ ปวค., ปวส., ปริญญาตรี หรือปริญญาโท ล้วนแต่ต้องผ่านการทดสอบในมาตรฐานเดียวกัน (แต่ระดับความยากง่ายจะแตกต่างกันไปตามวุฒิการศึกษาที่ใช้สมัครสอบ) เมื่อผู้สมัครสอบผ่านการประเมินในภาค ก. แล้ว จึงจะมีสิทธิ์นำใบรับรองผลการสอบไปเป็นหลักฐานสำคัญเพื่อใช้ในการสมัครสอบแข่งขันในภาคความรู้ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง (ภาค ข.) และภาคความเหมาะสมกับตำแหน่ง (ภาค ค.) ต่อไป
ดั้งนั้นคำถามที่ว่า ทำไมการมีใบสอบผ่าน ก.พ. ภาค ก. ถึงสำคัญ? คำตอบก็คือนี่คือบัตรผ่านประตูใบเดียวที่จะทำให้คุณมีสิทธิ์ยื่นสอบในหน่วยงานราชการนับร้อยแห่งทั่วประเทศ หากไม่มีใบผ่านภาค ก. การสมัครเข้ารับราชการในระบบปกติก็จะถูกปิดลงโดยปริยาย ด้วยเหตุนี้ ในแต่ละปีจึงมีผู้สมัครสอบแข่งขันมากกว่าหลักแสนคน แต่มีผู้สอบผ่านตามเกณฑ์มาตรฐานเพียงแค่ราวร้อยละ 5 ถึงร้อยละ 10 เท่านั้น การเตรียมตัวให้พร้อมที่สุดจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ
การเตรียมความพร้อมไม่ได้หมายถึงการท่องจำทุกอย่าง แต่เป็นการ ทำความเข้าใจรูปแบบของแนวข้อสอบ ก.พ. ที่เน้นการประยุกต์ใช้ความรู้พื้นฐาน การคิดอย่างมีเหตุผล รวมไปถึงความคล่องแคล่วในการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าภายใต้เวลาจำกัด ซึ่งทั้งหมดนี้คือทักษะสำคัญที่ข้าราชการที่ดีควรมีติดตัว
2. โครงสร้างและหลักสูตรรายวิชาที่ใช้สอบ (อัปเดตล่าสุด)
โครงสร้างของการสอบ ก.พ. ภาค ก. ได้มีการปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรม ทัศนคติ และทักษะที่จำเป็นของข้าราชการในยุคปัจจุบัน โดยอิงตามหลักการที่ให้ประเมินความสามารถที่แท้จริงของผู้สอบ ในปัจจุบัน การสอบจะแบ่งออกเป็น 3 หมวดรายวิชาหลัก ซึ่งผู้สอบ ต้องทำคะแนนให้ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำของแต่ละหมวดแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด ไม่สามารถนำคะแนนไปถัวเฉลี่ยกันได้
2.1 วิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์ (คณิตศาสตร์ และ ภาษาไทย)
หมวดวิชานี้ถือเป็น "ข้อสอบปราบเซียน" สำหรับใครหลายคน เนื่องจากเป็นการรวมวิชาที่ต้องใช้ทั้งทักษะการคำนวณและทักษะความเข้าใจทางภาษาเข้าด้วยกัน มีคะแนนรวมทั้งหมด 100 คะแนน โดยแบ่งออกเป็น:
- การคิดวิเคราะห์เชิงปริมาณ (คณิตศาสตร์): ครอบคลุมตั้งแต่อนุกรม, โอเปอเรชัน (Operation), คณิตศาสตร์พื้นฐาน, เปอร์เซ็นต์ร้อยละ, กำไรขาดทุน, อัตราเร็วและเวลา, ไปจนถึงการวิเคราะห์ข้อมูลจากตาราง (Data Analysis) ซึ่ง เทคนิคสำคัญ ไม่ใช่การท่องจำสูตร แต่เป็นการหาจุดเชื่อมโยงให้เร็วที่สุด
- การคิดวิเคราะห์เชิงภาษา (ภาษาไทย): เป็นการวัดทักษะในการสื่อสารอย่างถูกต้อง เน้นในเรื่องของการจับใจความสำคัญ, การสรุปความ, การตีความจากบทความสั้นและยาว, การเรียงประโยค, รวมถึงการเลือกใช้คำและกลุ่มคำให้ถูกต้องตามหลักภาษาและบริบท ความยากของข้อสอบส่วนนี้คือตัวเลือกมักจะคล้ายคลึงกันมาก ทำให้ต้องอาศัยความละเอียดรอบคอบขั้นสูง
เกณฑ์การผ่าน: สำหรับระดับต่ำกว่าปริญญาตรีและปริญญาตรี ต้องทำคะแนนส่วนนี้ไม่ต่ำกว่า 60% ส่วนระดับปริญญาโท ต้องได้ไม่ต่ำกว่า 65%
2.2 วิชาภาษาอังกฤษ
ถือเป็นอีกหนึ่งกำแพงคัดกรองผู้สมัครสอบที่สำคัญ วัดทักษะพื้นฐานความเข้าใจใน ภาษาอังกฤษ (English Proficiency) โดยจะมีคะแนนรวม 50 คะแนน ครอบคลุมเรื่องไวยากรณ์ (Grammar), คำศัพท์ (Vocabulary), บทสนทนาในสถานการณ์ต่างๆ (Conversation), และการอ่านจับใจความ (Reading Comprehension) ข่าวดีสำหรับคนที่อาจจะไม่ถนัดภาษาอังกฤษคือ ข้อสอบไม่ได้เป็นศัพท์เทคนิคระดับสูง แต่เป็นความรู้ระดับที่ใช้ในชีวิตประจำวันและการทำงานพื้นฐาน
เกณฑ์การผ่าน: ต้องได้คะแนนส่วนนี้ไม่ต่ำกว่า 50% (ทุกระดับวุฒิการศึกษา) โดยหากมีผลคะแนนการทดสอบภาษาอังกฤษอื่นๆ เช่น TOEIC, TOEFL หรือ IELTS ตามเกณฑ์ที่ ก.พ. กำหนด อาจสามารถนำมายื่นแทนการสอบวิชานี้ได้ (กรุณาตรวจสอบประกาศล่าสุดในปีที่จะสอบ)
2.3 วิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี
หมวดวิชานี้เป็นเนื้อหาเกี่ยวกับ ตัวบทกฎหมาย และแนวทางปฏิบัติของข้าราชการ มีคะแนนรวม 50 คะแนน ขอบเขตเนื้อหาจะเน้นไปที่พระราชบัญญัติต่างๆ เช่น พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน, พ.ร.ฎ. ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี, พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง, หน้าที่และความรับผิดในการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ไปจนถึงมาตรฐานทางจริยธรรม
เคล็ดลับในการทำข้อสอบหมวดนี้คือการทำความเข้าใจบริบท เจตนารมณ์ของกฎหมาย มากกว่าการท่องจำแบบนกแก้วนกขุนทอง เนื่องจากคำถามมักจะเป็นสถานการณ์จำลอง (Scenario-based) ว่าหากเกิดเหตุการณ์แบบนี้ ข้าราชการที่ควรปฏิบัติอย่างไรจึงจะถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบที่วางไว้
เกณฑ์การผ่าน: ต้องได้คะแนนส่วนนี้ไม่ต่ำกว่า 60% (ทุกระดับวุฒิการศึกษา)
3. กลยุทธ์และเทคนิคการเตรียมตัวสอบให้ผ่านในครั้งเดียว
เนื่องจากผู้เข้าสอบมีจำนวนหลักแสนคน แต่ผู้ที่สามารถฝ่าด่านไปได้มีไม่ถึงสิบเปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการเตรียมตัวแบบ อ่านเรื่อยเปื่อยไม่มีทิศทาง จึงมักไม่ประสบผลสำเร็จ การวางกลยุทธ์จึงมีความสำคัญมาก เคล็ดลับจากผู้ที่มีประสบการณ์การสอบผ่านรอบเดียว มักจะมีวิธีการจับจุดข้อสอบที่คล้ายคลึงกัน ดังนี้
3.1 วางแผนเวลาและการฝึกทำโจทย์อย่างเป็นระบบ
สิ่งแรกที่ต้องตระหนักคือ เวลาในการทำข้อสอบมีจำกัดมาก เฉลี่ยแล้วมีเวลาทำข้อสอบเพียงข้อละประมาณ 1 นาทีนิดๆ เท่านั้น ดังนั้น การ ฝึกทำข้อสอบเก่าหรือแนวข้อสอบย้อนหลัง จึงสำคัญกว่าการนั่งอ่านหนังสือภาคทฤษฎีเพียงอย่างเดียว การฝึกฝนจะช่วยให้คุณจับทางร่องรอยของคำถาม คุ้นเคยกับรูปแบบอนุกรม รู้จักตัดช้อยส์ตัวเลือกหลอกทิ้งได้อย่างรวดเร็ว
3.2 "ทิ้ง" สิ่งที่ไม่ถนัดอย่างฉลาด แต่ต้องรักษาภาพรวม
หากคุณไม่ใช่คนที่เก่งวิชาคณิตศาสตร์ เช่น ไม่แม่นเรื่องเงื่อนไขสัญลักษณ์หรือตารางข้อมูลที่ซับซ้อน คุณไม่จำเป็นต้องเก็บให้ได้เต็ม 100% แต่คุณต้อง บริหารความเสี่ยง ด้วยการฝึกข้อที่ง่ายหรือพอจะทำได้ให้แม่นยำที่สุด และชดเชยคะแนนไปเก็บเต็มในพาร์ทภาษาไทย เพื่อให้คะแนนรวมของหมวดวิชาความสามารถในการคิดวิเคราะห์พ้นเกณฑ์ 60% นี่คือเทคนิคของการรู้จักประเมินขีดความสามารถตนเอง
3.3 หมวดวิชากฎหมาย: อย่าอ่านแค่ตัวบท ให้ฝึกตีความสถานการณ์
หลายคนตกม้าตายในวิชาความรู้และลักษณะการเป็นข้าราชการที่ดี เพราะเน้นการท่องจำมาตรา แต่เมื่อเข้าไปเจอโจทย์ที่เป็นการสมมติสถานการณ์จริงกลับทำไม่ได้ ดังนั้นเวลาเตรียมตัว ควรศึกษาจาก เคสตัวอย่าง หรือคลิปติวเตอร์ที่อธิบายและเชื่อมโยงเนื้อหากฎหมายต่างๆ เข้าหากัน จะทำให้เข้าใจอย่างถ่องแท้และสามารถตอบปัญหาได้อย่างแม่นยำ
3.4 ทำสภาพแวดล้อมจำลอง
ก่อนสอบจริงประมาณ 1 เดือน ควรมีการจำลองการทำข้อสอบแบบจับเวลาจริงอย่างน้อย 2-3 ครั้ง โดยจับเวลาเข้มงวด ปิดมือถือ และทำรวดเดียว 3 ชั่วโมงเต็ม เพื่อสร้างความอดทนทางสมองและทำให้ร่างกายคุ้นชินกับสภาวะกดดัน ใครที่คุมสติและสมาธิได้ดีกว่า คือผู้ชนะตัวจริง
4. คำถามที่พบบ่อย (FAQs) และข้อสังเกตเพิ่มเติม
รวบรวมประเด็นข้อสงสัยที่ผู้สมัครสอบราชการหน้าใหม่และหน้าเก่าส่วนใหญ่มักมีคำถาม เพื่อให้เข้าใจระบบการสอบ ก.พ. แบบ Paper & Pencil และแบบ e-Exam อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น
ก.พ. แบบ Paper & Pencil ต่างกับ e-Exam อย่างไร?
รูปแบบข้อสอบจำนวนข้อ และเกณฑ์การให้คะแนนนั้นเหมือนกันทุกประการ ต่างกันแค่ วิธีการทำข้อสอบ แบบ Paper & Pencil คือการฝนดินสอ 2B ลงบนกระดาษคำตอบเหมือนที่เราคุ้นเคย โดยจะจัดสอบพร้อมกันทั่วประเทศ ส่วน e-Exam คือการทำข้อสอบผ่านระบบคอมพิวเตอร์ที่ศูนย์สอบต่างๆ ซึ่งเปิดให้สอบหลายรอบในแต่ละปี ทราบผลสอบเร็วกว่า แต่มีข้อจำกัดคือที่นั่งสอบเต็มไวมาก และไม่สามารถทดเลขลงบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ได้โดยตรง (แต่มีกระดาษทดให้)
หากสอบไม่ผ่านวิชาใดวิชาหนึ่ง ต้องเริ่มใหม่หมดหรือไม่?
ใช่ครับ การประเมินผลจะดูรายหมวดวิชา หากคุณทำได้คะแนนเต็มในวิชาภาษาไทย คณิตศาสตร์ และกฎหมาย แต่ภาษาอังกฤษไม่ถึง 50% ก็ถือว่า สอบไม่ผ่าน ทั้งหมด ในปีถัดไปคุณจำเป็นจะต้องสมัครสอบใหม่และทำข้อสอบใหม่ครบทุกวิชาอีกครั้ง ดังนั้นจึงห้ามละทิ้งวิชาใดวิชาหนึ่งไปอย่างเด็ดขาด
อายุใบรับรองการผ่านภาค ก. ก.พ. อยู่ได้กี่ปี?
ปัจจุบัน ใบรับรองผลการสอบผ่าน ก.พ. ภาค ก. (หนังสือรับรองผลการสอบผ่านการวัดความรู้ความสามารถทั่วไป) ไม่มีวันหมดอายุ คุณสามารถนำเก็บไว้เป็นหลักฐานประกอบการรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุในส่วนราชการ (ภาค ข. และ ภาค ค.) เมื่อไหร่ก็ได้ตลอดชีพ ตราบใดที่คุณสมบัติอื่นๆ ของคุณยังครบถ้วนตามที่ส่วนราชการนั้นๆ ประกาศรับสมัคร