OnlyGroub
การเงิน ใหม่

ซื้อรถคันแรกด้วยงบไม่เกิน 7 แสน วางแผนค่างวดและค่าใช้จ่ายจริงก่อนเดินโชว์รูม

ก่อนซื้อรถต้องรู้ตัวเลขอะไรบ้าง ค่างวดรายเดือนควรอยู่ที่เท่าไหร่ ค่าใช้จ่ายแฝงที่คนซื้อครั้งแรกมักลืม พร้อมวิธีคำนวณจริงก่อนตัดสินใจ

1 มีนาคม 2569 อ่าน 7 นาที
#ผ่อนรถ #วางแผนการเงิน #ซื้อรถคันแรก #สินเชื่อรถยนต์

ช่วงที่เดินโชว์รูมแล้วเห็นป้าย “ผ่อนเดือนละ 4,900 บาทเท่านั้น” รู้สึกว่าซื้อได้สบายๆ แต่พอได้รถมาจริงๆ กลับพบว่ายอดผ่อนจริงสูงกว่านั้น และยังมีค่าประกันภัย ค่าพรบ ค่าน้ำมัน ค่าบำรุงรักษาที่ไม่ได้นับรวมไว้

ปัญหานี้เกิดกับคนซื้อรถครั้งแรกบ่อยมาก พอแก้ได้ก็ต้องรู้ตัวเลขจริงก่อนเดินเข้าโชว์รูม

ค่างวดรายเดือนที่รับได้จริงคือเท่าไหร่

กฎเบื้องต้นที่นักวางแผนการเงินแนะนำคือค่างวดรถไม่ควรเกิน 15% ของรายได้สุทธิต่อเดือน

สมมติเงินเดือน 30,000 บาท หักประกันสังคมและค่าใช้จ่ายประจำออกแล้วเหลือ 22,000 บาท ค่างวดที่รับได้คือประมาณ 3,300 บาท ถ้างวดออกมา 6,000 บาทแต่รู้สึกว่าไหว อาจไหวในเดือนแรก แต่พอมีค่าใช้จ่ายไม่คาดฝันก็จะเริ่มสะดุด

ลองคำนวณค่างวดจริงก่อนตัดสินใจได้ที่ เครื่องคำนวณผ่อนรถ ใส่ราคารถ ยอดดาวน์ อัตราดอกเบี้ย และระยะเวลาผ่อน จะได้ตารางค่างวดทุกงวดพร้อมดอกเบี้ยรวมตลอดสัญญา

ตัวเลขจริงที่ต้องคำนวณก่อนซื้อ

รถราคา 700,000 บาท ดาวน์ 20% คือ 140,000 บาท ยอดกู้ 560,000 บาท

ระยะผ่อนดอกเบี้ย 2.49%ค่างวด/เดือนดอกเบี้ยรวม
48 เดือนFixed~12,400 บาท~35,000 บาท
60 เดือนFixed~10,100 บาท~45,000 บาท
72 เดือนFixed~8,600 บาท~55,000 บาท

ผ่อนยาวขึ้น ค่างวดน้อยลง แต่ดอกเบี้ยรวมมากขึ้น การเลือกเดือนผ่อนจึงต้องดูว่ารับงวดได้แค่ไหน ไม่ใช่แค่เลือกให้น้อยที่สุด

ค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้อยู่ในป้ายราคา

ประกันภัยชั้น 1 สำหรับรถใหม่มักบังคับทำจากไฟแนนซ์ ค่าเบี้ยประมาณ 15,000–25,000 บาท/ปี ต่ออายุทุกปี

พ.ร.บ. ปีละประมาณ 600–900 บาท เล็กน้อยแต่ก็ต้องนับ

ค่าต่อภาษีประจำปี รถยนต์ส่วนบุคคล cc ทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 500–1,300 บาท/ปี แล้วแต่ขนาดเครื่องยนต์

ค่าน้ำมัน รถประหยัดน้ำมันค่าเฉลี่ยในกรุงเทพฯ ที่ติดไฟบ่อยอยู่ที่ราว 1,200–2,000 บาท/เดือน ขึ้นอยู่กับระยะทาง

ค่าเช็คระยะ ปีแรกมักฟรี แต่ปีที่ 2 ขึ้นไปเริ่มมีค่าใช้จ่าย บางรุ่นเช็คระยะ 10,000 กม. ราคาเริ่มต้น 3,000–5,000 บาท

รวมกันแล้วค่าใช้จ่ายแท้จริงต่อเดือนสูงกว่าค่างวดอย่างน้อย 2,000–3,500 บาท

ดาวน์เยอะดีกว่าจริงไหม

ใช่ในแง่ดอกเบี้ย แต่ต้องมีเงินสำรองเหลืออยู่ด้วย

บางคนดาวน์ 30–40% เพื่อให้ค่างวดเบา แต่พอดาวน์ไปแล้วเงินสำรองเหลือน้อยมาก พอรถต้องซ่อมหรือมีเหตุฉุกเฉิน ก็กลายเป็นปัญหาอีกแบบ

แนวทางที่สมดุลคือดาวน์ 15–20% แล้วยังเหลือเงินสำรองฉุกเฉินไว้อย่างน้อย 3 เดือนของค่าใช้จ่ายรวม

ภาษีหัก ณ ที่จ่ายกับการซื้อรถ

ถ้าเป็นมนุษย์เงินเดือน ตรงนี้ไม่เกี่ยว แต่ถ้าเป็นฟรีแลนซ์หรือเจ้าของกิจการที่รับเงินโอน และลูกค้าหัก 3% ก่อนโอนทุกครั้ง รายได้จริงที่เข้ามาต่อเดือนต่ำกว่าที่คิด ลองเช็กตัวเลขจริงด้วย เครื่องคำนวณภาษีหัก ณ ที่จ่าย เพื่อรู้ว่ารายได้สุทธิที่เอาไปผ่อนรถได้จริงคือเท่าไหร่

ถ้าอยากดูภาพรวมรายได้ทั้งปีและค่าลดหย่อน ลองใช้ เครื่องคำนวณภาษีเงินได้ ควบคู่ไปด้วย รถที่ซื้อไว้ใช้งานส่วนบุคคลไม่ได้นำมาหักลดหย่อน แต่รู้รายได้สุทธิแล้วจะวางแผนค่างวดได้แม่นยำขึ้น

ดอกเบี้ยแบบไหนถูกกว่ากัน

ดอกเบี้ยรถในไทยส่วนใหญ่เป็น Flat Rate ซึ่งต่างจากดอกเบี้ยแบบ Reducing Balance ที่บ้านใช้

Flat Rate 2.49% ต่อปี ฟังดูน้อย แต่ถ้าคิดเป็น Effective Rate จริงๆ จะสูงกว่าราว 2 เท่า คือประมาณ 4.5–5% ต่อปี เพราะคิดดอกจากยอดเงินกู้เต็มก้อนตลอดสัญญา ไม่ใช่คิดจากยอดหนี้คงเหลือ

เวลาเปรียบเทียบโปรระหว่างดีลเลอร์หลายแห่ง ให้ดูที่ค่างวดรวมตลอดสัญญา ไม่ใช่แค่ตัวเลข % บนใบเสนอราคา

ดูรายละเอียดต้นทุนที่แท้จริงของการเป็นเจ้าของรถได้ที่ ค่าใช้จ่ายจริงที่ซ่อนอยู่ในการซื้อรถใหม่ และ คำนวณผ่อนรถก่อนเซ็นสัญญา—อย่าให้งวดทำลายการเงิน


สรุปคือ รถของคุณต้องผ่านการคำนวณก่อนเดินโชว์รูม ไม่ใช่แค่ดูป้ายค่างวดแล้วรู้สึกว่าไหว การรู้ตัวเลขจริงตั้งแต่ก่อนยื่นกู้ช่วยให้เลือกได้ถูกทั้งรุ่น ทั้งระยะผ่อน และทั้งยอดดาวน์