BMI หรือ Body Mass Index คือตัวชี้วัดที่หมอและองค์การสุขภาพโลกใช้กันมานานกว่า 200 ปี แต่หลายคนยังเข้าใจผิดว่ามันบอกทุกอย่างเกี่ยวกับสุขภาพได้
BMI คืออะไร คำนวณยังไง
BMI คำนวณจาก น้ำหนัก (กก.) ÷ ส่วนสูง (ม.)²
ตัวอย่าง: น้ำหนัก 70 กก. สูง 1.70 ม. BMI = 70 ÷ (1.70 × 1.70) = 70 ÷ 2.89 = 24.2
เกณฑ์การประเมิน BMI
| BMI | ความหมาย |
|---|---|
| < 18.5 | น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ |
| 18.5 - 22.9 | ปกติ (สำหรับชาวเอเชีย) |
| 23.0 - 24.9 | น้ำหนักเกิน |
| 25.0 - 29.9 | อ้วนระดับ 1 |
| ≥ 30.0 | อ้วนระดับ 2 |
หมายเหตุ: เกณฑ์ของชาวเอเชียเข้มกว่าฝรั่ง เพราะชาวเอเชียเสี่ยงโรคเบาหวานและหัวใจที่ BMI ต่ำกว่า
BMI มีข้อจำกัดอะไรบ้าง
BMI ไม่ได้บอกทุกอย่าง เพราะมันวัดแค่สัดส่วนน้ำหนักต่อส่วนสูง ไม่แยกไขมันกับกล้ามเนื้อ
- นักกีฬา อาจมี BMI สูงแต่ไขมันน้อยมาก
- คนผอมแต่ไขมันสูง (Skinny Fat) อาจมี BMI ปกติแต่เสี่ยงโรค
- ผู้สูงอายุ มักมีมวลกล้ามเนื้อน้อยลง BMI อาจเข้าใจผิดได้
ควรดูตัวเลขอะไรเพิ่มเติม
1. รอบเอว (Waist Circumference)
ไขมันที่สะสมบริเวณพุงเสี่ยงโรคหัวใจและเบาหวานมากที่สุด
- ผู้ชาย: ไม่ควรเกิน 90 ซม.
- ผู้หญิง: ไม่ควรเกิน 80 ซม.
2. เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกาย (Body Fat %)
วัดได้จากเครื่องชั่งไบโออิมพีแดนซ์ หรือ DEXA scan
| กลุ่ม | ปกติ (ชาย) | ปกติ (หญิง) |
|---|---|---|
| คนทั่วไป | 18-24% | 25-31% |
| นักกีฬา | 6-13% | 14-20% |
3. TDEE (Total Daily Energy Expenditure)
ตัวเลขนี้บอกว่าร่างกายเผาผลาญพลังงานเท่าไหร่ต่อวัน สำคัญมากสำหรับการควบคุมน้ำหนัก
สรุป
BMI เป็นจุดเริ่มต้นที่ดี แต่ไม่ใช่ตัวชี้วัดเดียว ให้ดูร่วมกับรอบเอว เปอร์เซ็นต์ไขมัน และการทดสอบสมรรถภาพร่างกายเพื่อภาพรวมที่ครบถ้วน
ลองคำนวณ BMI ของคุณได้เลย พร้อมคำแนะนำเบื้องต้น