เงินเดือนแรกในชีวิตรู้สึกดีมาก แต่พอดูสลิปเงินเดือนแล้วตัวเลขที่โอนเข้ามันน้อยกว่าที่คุยไว้ตอนสัมภาษณ์ — เพราะอะไร
ส่วนใหญ่หักไปสองอย่างคือ ประกันสังคม กับ ภาษีหัก ณ ที่จ่าย ถ้าเข้าใจทั้งสองอย่างนี้ก็จะไม่งงว่าเงินหายไปไหน และวางแผนต่อได้ถูกทาง
ประกันสังคมหักเดือนละเท่าไหร่
อัตราปัจจุบันอยู่ที่ 5% ของเงินเดือน ฐานสูงสุดที่ 15,000 บาท หมายความว่าถ้าเงินเดือน 20,000 บาท จะถูกหักไป 750 บาทต่อเดือน ไม่ว่าจะได้เงินเดือนเท่าไหร่ก็หักไม่เกิน 750 บาทต่อเดือน
สิ่งที่ได้กลับมาคือสิทธิ์รักษาพยาบาล ชดเชยกรณีเจ็บป่วย คลอดบุตร ทุพพลภาพ ว่างงาน และชราภาพ — ไม่ใช่เงินที่เสียไปเฉยๆ แต่เป็นเงินที่ลงไปในกองทุนของตัวเอง
เงินที่จ่ายประกันสังคมปีละเท่าไหร่ ลดหย่อนภาษีได้หมดทุกบาท เพราะฉะนั้นตัวเลขนี้ไม่ควรมองข้ามตอนคำนวณภาษีปลายปี
เงินเดือน 20,000 ต้องเสียภาษีหรือเปล่า
ขึ้นอยู่กับค่าลดหย่อนที่มีอยู่
คำนวณคร่าวๆ: เงินได้ทั้งปี 240,000 บาท หักค่าใช้จ่าย 50% สูงสุด 100,000 บาท เหลือ 140,000 บาท จากนั้นหักค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000 บาท เหลือ 80,000 บาท เงิน 80,000 บาทยังอยู่ในเกณฑ์ฐานที่ได้รับการยกเว้น (0–150,000 บาทแรก) ดังนั้นถ้าไม่มีรายได้เสริมก็ยังไม่เสียภาษี
แต่ถ้าได้โบนัส มีรายได้เสริม หรือเงินเดือนขึ้น ตัวเลขจะเปลี่ยน ลองคำนวณเองได้เลยที่ เครื่องคำนวณภาษีเงินได้ ใส่รายได้จริงและค่าลดหย่อนที่มี จะได้ตัวเลขแม่นกว่าคาดเดาเอง
ค่าลดหย่อนอะไรที่มือใหม่ทำงานมักพลาด
ประกันสุขภาพ ถ้ามีประกันสุขภาพส่วนตัว (นอกจากสิทธิ์บริษัท) ลดหย่อนได้อีกสูงสุด 25,000 บาท
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ถ้าบริษัทมีสวัสดิการนี้และหักเงินเดือนเข้ากองทุน ส่วนของเราลดหย่อนได้สูงสุด 10,000 บาท (หรือ 15% ของเงินได้แล้วแต่น้อยกว่า)
SSF / RMF สองกองทุนนี้เหมาะกับคนที่เริ่มมีเงินออมพอสมควร ซื้อแล้วได้ลดหย่อนภาษีด้วย แต่ต้องถือตามเงื่อนไข ถ้าภาษียังไม่ถึง 5% ก็ไม่ได้ประโยชน์มาก
เงินออมกับดอกเบี้ยทบต้น ยิ่งเร็วยิ่งได้เปรียบ
ถ้าออมเดือนละ 2,000 บาทตั้งแต่อายุ 22 กับเริ่มออมเดือนละ 5,000 บาทตอนอายุ 30 — แบบไหนได้เงินมากกว่าตอนอายุ 55?
คำตอบคือขึ้นอยู่กับผลตอบแทน แต่โดยทั่วไปการเริ่มต้นเร็วกว่าแม้จะออมน้อยกว่ามักได้เปรียบในระยะยาวเพราะดอกเบี้ยทบต้น
ลองคำนวณเองได้ที่ เครื่องคำนวณดอกเบี้ยทบต้น ใส่จำนวนเงิน ระยะเวลา และอัตราดอกเบี้ยที่คาดไว้ได้เลย เห็นตัวเลขระยะยาวแล้วจะรู้สึกต่างกันมาก
ไม่ควรรีบผ่อนรถถ้าเงินเดือนยังน้อย
รถยนต์ใหม่ราคา 700,000 บาท ดาวน์ 20% กู้ 560,000 บาท ดอกเบี้ย 3% นาน 5 ปี — ค่างวดต่อเดือนตกประมาณ 10,000 บาท
ถ้าเงินเดือน 20,000 บาท งวดรถ 10,000 คือครึ่งหนึ่งของรายได้หมดไปกับรถ ยังไม่รวมค่าน้ำมัน ประกัน ภาษีรถ ซ่อมบำรุง
ก่อนตัดสินใจ ลองใช้ เครื่องคำนวณผ่อนรถ ดูตารางผ่อนจริงก่อน แล้วค่อยดูว่าภาระนี้รับได้จริงไหม
เงินเดือนขึ้นทุกปี ควรทำอะไรเพิ่ม
หลักง่ายๆ: ทุกครั้งเงินเดือนขึ้น เพิ่มสัดส่วนออมก่อน แล้วค่อยใช้ส่วนที่เหลือ
ถ้าเงินเดือนขึ้นเดือนละ 1,500 บาท ลองเพิ่มเงินออมหรือกองทุน 500–700 บาท ก่อนที่ไลฟ์สไตล์จะปรับตัวตามเงินเดือนที่ขึ้น
รายละเอียดเรื่องดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้แบบง่ายๆ ดูได้ที่ เครื่องคำนวณดอกเบี้ย เปรียบเทียบว่าฝากเงินไว้ได้กำไรเท่าไหร่กับกู้เงินแล้วจ่ายดอกเบี้ยเท่าไหร่
สรุปสิ่งที่ต้องทำใน 3 เดือนแรกของการทำงาน
ไม่ต้องทำทุกอย่างพร้อมกัน เลือกทำตามลำดับความเร่งด่วน:
ก่อนอื่น: เช็กว่าถูกหักภาษีและประกันสังคมถูกต้องไหม ดูสลิปเงินเดือนให้เข้าใจทุกบรรทัด
ถัดมา: เปิดบัญชีออมทรัพย์แยกจากบัญชีใช้จ่าย โอนเข้าทันทีที่ได้รับเงินเดือน ไม่ใช่รอว่าจะเหลือแค่ไหน
และถ้ามีเวลา: คำนวณภาษีปลายปีล่วงหน้า ดูว่าควรซื้อประกันสุขภาพเพิ่มหรือลงทุนกองทุนไหนให้ประหยัดภาษีได้บ้าง
เช็กเครื่องมือคำนวณที่เหลือทั้งหมดได้ที่ หน้ารวมเครื่องคำนวณ มีทุกอย่างตั้งแต่ภาษีถึงสินเชื่อในที่เดียว