ซื้อรถมาใช้งาน ซื้อคอมพิวเตอร์ ซื้อเครื่องจักร แต่พอถึงเวลาทำบัญชีกลับไม่รู้ว่าจะตัดค่าใช้จ่ายยังไง นี่คือปัญหาที่เจอบ่อยมากในกลุ่มเจ้าของกิจการเล็กๆ ที่เพิ่งเริ่มทำบัญชีเอง
สินทรัพย์ที่ซื้อมาไม่ได้บันทึกเป็นค่าใช้จ่ายทั้งก้อนในปีที่ซื้อ กรมสรรพากรกำหนดให้ทยอยตัดเป็น “ค่าเสื่อมราคา” ตามอายุการใช้งาน เหตุผลเพราะสินทรัพย์สร้างประโยชน์ให้ธุรกิจหลายปี ค่าใช้จ่ายก็ควรกระจายออกตามนั้น
ค่าเสื่อมราคาสองแบบที่ใช้กัน
แบบเส้นตรง (Straight-Line Method)
ตัดค่าใช้จ่ายเท่ากันทุกปี เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดและใช้กันแพร่หลายในธุรกิจขนาดเล็ก
สูตร: ราคาทุน ÷ อายุการใช้งาน = ค่าเสื่อมราคาต่อปี
ตัวอย่าง: ซื้อคอมพิวเตอร์ 60,000 บาท อายุการใช้งาน 3 ปี → ค่าเสื่อมราคาปีละ 20,000 บาท
แบบลดยอด (Declining Balance)
ปีแรกตัดค่าเสื่อมราคามาก ปีหลังๆ ลดลงเรื่อยๆ เหมาะกับสินทรัพย์ที่สูญเสียมูลค่าเร็วในช่วงต้น เช่น รถยนต์ หรืออุปกรณ์เทคโนโลยี
สูตร: มูลค่าตามบัญชีต้นงวด × อัตราค่าเสื่อม = ค่าเสื่อมราคางวดนี้
ฟังดูซับซ้อน แต่ลองใช้ เครื่องคำนวณค่าเสื่อมราคา แล้วจะเห็นตัวเลขออกมาทันที ทั้งแบบเส้นตรงและแบบลดยอดในหน้าเดียว
อายุการใช้งานที่กรมสรรพากรกำหนด
นี่คือส่วนที่คนมักพลาดมากที่สุด อยากใช้อายุเท่าไหรก็ไม่ได้ กรมสรรพากรกำหนดเพดานอัตราค่าเสื่อมสูงสุดไว้ตามประเภทสินทรัพย์
| ประเภทสินทรัพย์ | อัตราสูงสุดต่อปี | อายุขั้นต่ำ |
|---|---|---|
| อาคารถาวร | 5% | 20 ปี |
| อาคารชั่วคราว | 100% | 1 ปี |
| รถยนต์ | 20% | 5 ปี |
| คอมพิวเตอร์ | 33.33% | 3 ปี |
| เครื่องจักร | 20% | 5 ปี |
| เฟอร์นิเจอร์ | 10% | 10 ปี |
ตัวเลขเหล่านี้มาจากพระราชกฤษฎีกา ฉบับที่ 145 — ถ้าตัดเร็วกว่าที่กำหนด สรรพากรจะให้ยอมรับแค่ตามอัตราสูงสุด ส่วนที่เหลือต้องนำมาบวกกลับ
ตัวอย่างที่จะผ่านการตรวจสอบ
รถยนต์ธุรกิจ
ซื้อรถกระบะราคา 800,000 บาท ใช้งานธุรกิจ 100% วิธีเส้นตรง อัตรา 20% ต่อปี
- ปีที่ 1: 800,000 × 20% = 160,000 บาท
- ปีที่ 2: 800,000 × 20% = 160,000 บาท
- ทำอย่างนี้ไป 5 ปีจนหมดมูลค่า
แต่ถ้าใช้งานส่วนตัวด้วย ต้องปันส่วนให้ถูก เช่น ใช้ธุรกิจ 70% ก็หักค่าเสื่อมได้แค่ 112,000 บาทต่อปี ไม่ใช่เต็มก้อน
คอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊ก
สินทรัพย์ที่ราคาไม่เกิน 5,000 บาทต่อหน่วย กรมสรรพากรยอมให้ตัดเป็นค่าใช้จ่ายได้ทันทีในปีที่ซื้อ ไม่ต้องคิดค่าเสื่อมราคาแยก
ค่าเสื่อมราคาช่วยลดภาษียังไง
ค่าเสื่อมราคาเป็นค่าใช้จ่ายทางบัญชี เมื่อหักออกจากรายได้แล้ว กำไรสุทธิก็ลดลง ภาษีที่ต้องจ่ายก็ลดตาม
สมมติกิจการมีรายได้ 3 ล้านบาท ต้นทุนและค่าใช้จ่าย 2 ล้านบาท กำไรก่อนค่าเสื่อม 1 ล้านบาท ถ้ามีค่าเสื่อมราคา 300,000 บาทเพิ่ม กำไรที่นำไปคำนวณภาษีเหลือแค่ 700,000 บาท
อยากเห็นว่ากำไรที่เปลี่ยนไปมีผลต่อ ROI ของธุรกิจยังไง ลองดูที่ เครื่องคำนวณ ROI ช่วยประมาณการผลตอบแทนได้เร็ว
สิ่งที่ต้องระวัง
อย่าตัดเร็วกว่าอัตรากำหนด — สรรพากรจะบวกกลับ และอาจมีเบี้ยปรับ
เก็บหลักฐานการซื้อ — ใบกำกับภาษีต้องระบุชื่อบริษัทและเลขภาษีให้ถูก ถ้าซื้อในชื่อส่วนตัวจะหักไม่ได้
รถยนต์ราคาเกิน 1,000,000 บาท — กฎหมายกำหนดให้ตัดค่าเสื่อมได้สูงสุดแค่ปีละ 200,000 บาท แม้ราคาจริงจะแพงกว่า
อยากรู้กำไรสุทธิจริงๆ
ค่าเสื่อมราคาเป็นแค่ส่วนหนึ่งของภาพรวมธุรกิจ ถ้าอยากเข้าใจต้นทุนและกำไรแต่ละขายได้สมบูรณ์ขึ้น ลองใช้ เครื่องคำนวณ Margin / กำไรสุทธิ ดูก่อน จะเห็นว่าสินค้าแต่ละตัวทำกำไรจริงเท่าไหร่
แล้วถ้าอยากรู้ว่าเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลเท่าไหร่ในแต่ละปี ใช้ตัวเลขกำไรสุทธิหลังหักค่าเสื่อมราคาไปกรอกที่ เครื่องคำนวณภาษีเงินได้ ได้เลย
บัญชีค่าเสื่อมราคาไม่ได้ยากถ้าเข้าใจหลักก่อน สิ่งที่สรรพากรดูคือความสม่ำเสมอ จดปีนี้ยังไงก็ต้องจดแบบเดิมปีหน้า เปลี่ยนวิธีตลอดจะถูกตั้งข้อสังเกต