มีคนขายของออนไลน์ไม่น้อยที่ขายได้เยอะ แต่พอนับเงินกลับบ้านกลับรู้สึกว่าไม่เหลืออะไร
ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ยอดขาย แต่อยู่ที่ไม่รู้ว่าตัวเลขในหัว — “ของชิ้นนี้กำไรดีนะ” — นั้นถูกหรือเปล่า
ROI บอกอะไร
ROI ย่อมาจาก Return on Investment แปลตรงๆ ว่า “ได้คืนเท่าไหร่จากที่ลงทุนไป”
สูตรง่ายๆ คือ (กำไร ÷ ต้นทุน) × 100
ถ้าซื้อสินค้ามา 1,000 บาท ขายได้ 1,400 บาท ROI คือ 40%
แต่นั่นยังไม่ใช่ตัวเลขสุดท้าย เพราะต้นทุนจริงๆ รวมค่าส่ง ค่าแพ็คเกจ ค่าโฆษณา ค่าใช้จ่ายแฝงด้วย ลอง คำนวณ ROI แล้วใส่ต้นทุนให้ครบ ตัวเลขจะต่างไปมากกว่าที่คิด
ROI เหมาะกับการประเมินว่าโปรเจกต์หรือแคมเปญไหน “คุ้มลงทุน” มากกว่ากัน
Margin คือตัวเลขที่ต้องดูทุกวัน
Margin หรืออัตรากำไรขั้นต้น บอกว่าจากราคาขายทุกบาท กำไรมาเท่าไหร่
ถ้าขายของ 100 บาท ต้นทุน 60 บาท Margin คือ 40%
ฟังดูเหมือนกัน แต่ใช้ต่างกัน Margin ใช้เปรียบเทียบสินค้าในแคตตาล็อกว่าตัวไหน “ดี” กว่ากัน ร้านที่มีสินค้าหลายชนิดต้องรู้ว่าตัวไหน Margin สูง ตัวไหนขายเพื่อดึงลูกค้าอย่างเดียว
เครื่องคำนวณ Margin คำนวณทั้ง Gross Margin, Net Margin และ Markup ในหน้าเดียวกัน ไม่ต้องสับสนว่าจะใช้สูตรไหน
ตัวเลขที่มักลืมใส่
สิ่งที่เจ้าของธุรกิจรายย่อยมักลืมคำนวณรวมคือ VAT
ถ้าราคาขายรวม VAT 7% อยู่แล้ว กำไรที่คิดไว้จะถูกกัดออกไปส่วนหนึ่ง ก่อนตั้งราคา ลองแยก VAT ออกก่อนด้วย เครื่องคำนวณ VAT เพื่อให้ตัวเลข Margin ที่คำนวณออกมาแม่นจริงๆ
อีกตัวที่มักมองข้ามคือค่าเสื่อมราคาอุปกรณ์ ถ้ามีเครื่องถ่ายรูปสินค้า เครื่องชั่ง หรืออุปกรณ์ที่ซื้อมาเพื่อธุรกิจ ต้นทุนพวกนี้ควรกระจายลงไปในแต่ละปี เครื่องคำนวณค่าเสื่อมราคา ช่วยได้ถ้าต้องการบันทึกบัญชีหรือวางแผนภาษีธุรกิจ
สรุปง่ายๆ
| ตัวเลข | ตอบคำถามว่า | ใช้เมื่อ |
|---|---|---|
| ROI | คุ้มลงทุนไหม? | ก่อนเริ่มแคมเปญหรือโปรเจกต์ |
| Margin | กำไรต่อบาทขายเป็นเท่าไหร่? | ทุกวันที่ดูสินค้าในแคตตาล็อก |
ธุรกิจที่ดูแค่ยอดขายมักพลาด เพราะยอดขายบอกได้แค่ว่าขายเยอะไหม ไม่ได้บอกว่ากำไรจริงๆ เป็นเท่าไหร่
คำนวณให้ครบก่อน แล้วค่อยตั้งราคา ดีกว่าขายไปก่อนแล้วค่อยมาพบทีหลังว่าขาดทุนอยู่