IELTS กับ TOEIC คือสองข้อสอบภาษาอังกฤษที่คนไทยถามถึงบ่อยที่สุด แต่วัตถุประสงค์ต่างกันพอสมควร TOEIC เน้นภาษาอังกฤษในบริบทธุรกิจและการทำงาน IELTS เน้นภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันและวิชาการ เหมาะกับคนที่วางแผนศึกษาต่อหรืออพยพไปต่างประเทศ
IELTS คือการสอบอะไร
IELTS ย่อมาจาก International English Language Testing System มีสองเวอร์ชัน
Academic สำหรับคนที่จะศึกษาต่อระดับปริญญาตรีขึ้นไปในมหาวิทยาลัย คำถามเป็นงานวิชาการและวิจัย
General Training สำหรับการทำงาน การอพยพ หรือโปรแกรมฝึกอาชีพ เนื้อหาใกล้เคียงการใช้ชีวิตจริงมากกว่า
ถ้าสมัครมหาวิทยาลัยในอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ หรือแคนาดา ส่วนใหญ่ต้องการ Academic band 6.0–7.0 ขึ้นไปแล้วแต่หลักสูตร
โครงสร้างการสอบ 4 ส่วน
Listening — 40 นาที ฟังเสียงบทสนทนาและบรรยาย ทำข้อสอบไปพร้อมกันและตอบคำถาม 40 ข้อ ฟังได้ครั้งเดียวเท่านั้น
Reading — 60 นาที อ่านบทความ 3 ชิ้น ตอบคำถาม 40 ข้อ เวอร์ชัน Academic เนื้อหายากและยาวกว่า General
Writing — 60 นาที สองงาน Task 1 (อธิบาย graph หรือ chart) และ Task 2 (เขียน essay โต้แย้งหรืออภิปราย) Task 2 มีน้ำหนักคะแนนมากกว่า
Speaking — 11–14 นาที พูดคุยกับ examiner จริงๆ สามส่วน แนะนำตัว พูดเรื่องที่กำหนด และสนทนาเชิงลึก
เริ่มจากตรงไหนดีถ้าเรียนเองที่บ้าน
ก่อนอื่นต้องรู้ว่า band เป้าหมายและ band ปัจจุบันอยู่ห่างกันแค่ไหน ถ้าไม่รู้จุดยืนของตัวเอง ลองทำข้อสอบ IELTS ตัวอย่างก่อนสักชุด ดูว่าส่วนไหนทำได้ดีและส่วนไหนต้องการเวลาเพิ่ม
แนวข้อสอบ IELTS ที่นี่มี 20 ข้อครอบคลุม 4 ทักษะพร้อมคำอธิบายเฉลยทุกข้อ เหมาะสำหรับประเมินตัวเองและทำความคุ้นเคยกับรูปแบบคำถาม
Listening — ฝึกอย่างไรให้ได้ผล
ความยากของ Listening คือฟังได้รอบเดียว คนที่ไม่ชินกับสำเนียงอังกฤษ ออสเตรเลีย และอเมริกันพร้อมกันจะสะดุดตอนสอบจริง
วิธีฝึกที่ได้ผลในระยะยาวคือการฟัง podcast ภาษาอังกฤษหัวข้อหลากหลาย ไม่ใช่แค่ข้อสอบ BBC Learning English เป็นแหล่งหนึ่งที่ใช้งานได้ฟรีและมีเนื้อหาหลายระดับ ฝึกจับ keyword ระหว่างฟัง ไม่พยายามเข้าใจทุกคำ
Reading — เรื่องของกลยุทธ์มากกว่าคำศัพท์
คนส่วนใหญ่คิดว่า Reading แย่เพราะรู้ศัพท์น้อย แต่จริงๆ บ่อยครั้งเป็นเรื่องการบริหารเวลา บทความ IELTS ยาวและมี 3 ชิ้นใน 60 นาที ถ้าอ่านละเอียดหมดทุกบรรทัดจะไม่ทัน
เทคนิคที่ช่วยได้คือ skimming หาไอเดียหลักก่อน แล้ว scan หาคำตอบเฉพาะข้อ ไม่ต้องอ่านทั้งหมดก่อนตอบ ฝึกทำข้อสอบจับเวลาจริงสม่ำเสมอ
Writing — ส่วนที่คนไทยมักได้คะแนนต่ำกว่าที่คาดหวัง
Task 2 essay เป็นส่วนที่ตัดสินคะแนน band อย่างมีนัยสำคัญ กรรมการให้คะแนน 4 ด้าน ได้แก่ Task Achievement Coherence and Cohesion Lexical Resource และ Grammatical Range and Accuracy
ข้อผิดพลาดบ่อยของนักสอบไทยคือตอบไม่ตรงคำถาม เขียนยาวแต่ไม่ answer the question โครงสร้าง essay ที่แน่นช่วยได้มากกว่าการใช้คำศัพท์หรูหรา
Speaking — ฝึกได้ทุกวันโดยไม่ต้องมีคู่คุยเสมอ
ความกลัวหลักของนักสอบไทยในส่วน Speaking คือ “พูดไม่ออก” แต่ที่จริง examiner ไม่ได้วัดว่ารู้คำตอบที่ถูกหรือเปล่า แต่วัดว่าพูดได้ลื่นแค่ไหน ใช้ภาษาหลากหลายแค่ไหน และออกเสียงชัดแค่ไหน
ฝึกพูดคนเดียวโดยการบันทึกเสียงตัวเองแล้วฟังกลับ จะได้ยินปัญหาที่ตัวเองไม่รู้ตัว เช่น หยุดนานเกินไประหว่างประโยค หรือออกเสียงคำบางคำไม่ชัด
IELTS กับ TOEIC ต้องสอบอันไหนก่อน
ขึ้นอยู่กับเป้าหมาย ถ้าต้องการ IELTS สำหรับมหาวิทยาลัยก็เตรียม IELTS ตรงๆ ไม่จำเป็นต้องผ่าน TOEIC ก่อน
แต่ถ้ายังไม่แน่ใจว่าจะไปทางไหน ลองฝึกทำ แนวข้อสอบ TOEIC ก่อนก็ได้ ภาษาอังกฤษที่ฝึกจาก TOEIC โอนมาใช้กับ IELTS ได้บางส่วน โดยเฉพาะ grammar และ vocabulary พื้นฐาน ต่างกันหลักๆ ที่ Writing และ Speaking ซึ่ง TOEIC ไม่มี
สอบ IELTS ปัจจุบันมีทั้งแบบ paper-based และ computer-based ผลออกเร็วกว่าในแบบ computer ผลสอบมีอายุ 2 ปีนับจากวันสอบ
ถ้ากำลังเตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัยในไทยด้วย ลองดู แนวข้อสอบ TGAT / TPAT และ แนวข้อสอบ A-Level ไว้เปรียบเทียบทิศทางการเตรียมตัว