OnlyGroub
การศึกษา ใหม่

เตรียมสอบ IELTS ด้วยตัวเอง ปี 2568 — ใช้เวลา 3 เดือนพอได้ 6.5?

แนวทางเตรียมสอบ IELTS สำหรับคนไทย รู้ว่าต้องโฟกัสส่วนไหน Writing กับ Speaking ทำคะแนนตกบ่อยที่สุด พร้อมโครงสร้างการเตรียมตัวที่ใช้ได้จริงภายใน 3 เดือน

1 มีนาคม 2569 อ่าน 9 นาที
#IELTS #สอบภาษาอังกฤษ #เรียนต่อต่างประเทศ

คนที่วางแผนเรียนต่อต่างประเทศหรือสมัครวีซ่าทำงานมักเจอปัญหาเดิม — มีเวลาเตรียม 3 เดือน ไม่รู้จะเริ่มจากไหน และกลัวว่าจะไม่ได้คะแนนตามที่มหาวิทยาลัยหรือสถานทูตกำหนด

บทความนี้ไม่ได้บอกให้ท่อง vocabulary 1,000 คำ แต่จะบอกว่าคะแนนตกอยู่ตรงไหน แล้วควรจัดเวลาเตรียมตัวยังไง

IELTS คืออะไร ต่างจาก TOEIC ตรงไหน

ทั้งคู่วัดทักษะภาษาอังกฤษ แต่ใช้คนละวัตถุประสงค์

IELTS — ใช้สำหรับสมัครเรียนมหาวิทยาลัยต่างประเทศ ยื่นขอวีซ่าถาวรออสเตรเลีย-แคนาดา-อังกฤษ หรือสมัครงานในองค์กรนานาชาติ ทดสอบ 4 ทักษะ Listening, Reading, Writing, Speaking คะแนนเต็ม 9.0

TOEIC — ใช้สำหรับสมัครงานบริษัทในไทยหรือเอเชีย วัดเฉพาะ Listening และ Reading เป็นหลัก คะแนนเต็ม 990

ถ้าวางแผนสมัครมหาวิทยาลัยต่างประเทศหรือวีซ่า ต้องสอบ IELTS ไม่ใช่ TOEIC ลองฝึกทำ แนวข้อสอบ IELTS ก็ได้เพื่อประเมินระดับตัวเองก่อน

คะแนนที่แต่ละที่ต้องการ

เป้าหมายคะแนน IELTS ที่ต้องการ
มหาวิทยาลัยทั่วไปในอังกฤษ6.0 – 6.5
มหาวิทยาลัยชั้นนำ (Russell Group)7.0 ขึ้นไป
วีซ่าถาวรออสเตรเลีย6.0 – 7.0 ขึ้นกับสายอาชีพ
วีซ่าถาวรแคนาดา (Express Entry)6.0 – 7.0
Nursing (UK)7.0 ทุก band

เช็กข้อกำหนดของมหาวิทยาลัยหรือโปรแกรมที่สนใจก่อนเสมอ บางที่ต้องการ minimum คะแนนแต่ละ skill ด้วย ไม่ใช่แค่คะแนนเฉลี่ย

ทำไม Writing กับ Speaking ถึงดึงคะแนนลง

ส่วนใหญ่คนไทยทำ Listening กับ Reading ได้ค่อนข้างดี เพราะเป็น objective ตอบถูกหรือผิดชัดเจน

Writing กับ Speaking ต่างกัน — ตอบ “ไม่ผิด” แต่คะแนนต่ำได้ถ้า:

Writing Task 2 (essay 250 คำ) — ที่คนไทยทำพลาดบ่อย คือเขียน introduction ยาวเกินไป ใช้เวลา 20 นาทียังอยู่แค่ย่อหน้าเปิด แล้วก็ไม่มีเวลา develop argument ให้ครบ นอกจากนั้นก็มักใช้ vocabulary ซ้ำๆ ทั้งเรื่อง ซึ่งในเกณฑ์ IELTS คิดคะแนน Lexical Resource แยกออกมาเลย

Speaking Part 2 (พูดคนเดียว 2 นาที) — คนไทยมักพูดไม่ครบ 2 นาที หรือพูดซ้ำเรื่องเดิมไปเรื่อยๆ ใช้โครงสร้างประโยคเดิมทุกประโยค เกณฑ์ Fluency & Coherence จับตรงนี้

วางแผนเตรียมตัว 3 เดือน

เดือนแรก — ประเมินตัวเองและเติมรู้

ทำ mock test เต็มรูปแบบก่อน ไม่ต้องเตรียมก็ได้ แค่อยากรู้ baseline ว่าตอนนี้อยู่แถวไหน

จดว่าส่วนไหนทำพลาด Reading ผิดตรงไหนมากที่สุด (ตีความ True/False/Not Given ผิด? หาข้อมูลไม่เจอ?) Listening ผิดเพราะไม่ได้ยิน หรือได้ยินแต่เขียนผิด?

สัปดาห์ที่ 3-4 เริ่มฝึก Writing Task 1 และ Task 2 task ละ 1 ชิ้นต่อสัปดาห์ แล้วหาคนตรวจหรือใช้เกณฑ์ของ IELTS ประเมินเอง

เดือนที่สอง — สร้าง pattern

ฝึก Listening ทุกวัน ไม่ต้องนาน 15-20 นาทีพอ เลือก podcast ที่ accent หลากหลาย เพราะ IELTS มีทั้งสำเนียงอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ไม่ใช่แค่อเมริกัน

Reading — ฝึกแบบจับเวลา 60 นาทีต่อ 3 passages เพราะส่วนใหญ่ที่ไม่ทันเวลาไม่ใช่เพราะอ่านไม่ออก แต่เพราะอ่านช้าเกินไป

Writing — เริ่มสะสม “template phrases” สำหรับประเภท essay ที่ออกบ่อย เช่น discussion, opinion, problem-solution แต่ระวังอย่า template เกินไปจนดูสูตรสำเร็จ เกณฑ์จับได้

เดือนที่สาม — ทดสอบและแก้จุดอ่อน

ทำ full mock test สัปดาห์ละครั้ง แล้วเปรียบเทียบกับ baseline ดูว่าขยับขึ้นส่วนไหนบ้าง

Speaking เป็นทักษะที่พัฒนาได้เร็ว ถ้าฝึกพูดจริงๆ ไม่ใช่แค่คิดในหัว หาคู่ฝึก หรือบันทึกเสียงตัวเองแล้วฟังย้อนกลับ

เทียบกับสอบ TOEIC — อย่าสับสน

ถ้าสมัครงานบริษัทในไทยและต้องการคะแนนภาษาอังกฤษในประวัติ มักต้องการ แนวข้อสอบ TOEIC มากกว่า เพราะรูปแบบต่างกันมาก TOEIC ไม่มี Writing และ Speaking

ถ้าต้องการทั้งสอง วางแผนสอบ TOEIC ก่อน เพราะเตรียมง่ายกว่า แล้วค่อยเพิ่มทักษะ Writing-Speaking สำหรับ IELTS ทีหลัง

สนามสอบในไทยมีที่ไหนบ้าง

ศูนย์สอบหลักในไทยมีที่กรุงเทพฯ เชียงใหม่ และขอนแก่น ค่าสอบประมาณ 8,500 – 9,000 บาท สามารถสอบแบบ Paper-based หรือ Computer-delivered ก็ได้ คะแนนมีอายุ 2 ปี

ลงทะเบียนสอบได้ที่เว็บ British Council หรือ IDP Thailand

สรุป

IELTS ไม่ยากถ้าเตรียมถูกจุด ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่รู้ภาษาน้อย แต่อยู่ที่ไม่คุ้นกับรูปแบบข้อสอบ โดยเฉพาะ Writing ที่ต้องรู้ว่า IELTS ให้คะแนนอะไรบ้าง ไม่ใช่แค่เขียน “เยอะๆ” แล้วจบ

ลองฝึกทำ แนวข้อสอบ IELTS เพื่อทดสอบตัวเองก่อน แล้วค่อยวางแผนเตรียมตัวจากจุดที่ยังทำไม่ได้