สิ่งที่นักเรียนส่วนใหญ่ทำล่าช้าเกินไปคือ “เช็กตัวเลขย้อนหลัง” — รู้ว่าสอบได้แค่ไหนแต่ไม่รู้ว่าเพียงพอหรือเปล่า จนกว่าจะเห็นผลรับเข้า
ถ้าอยู่ในขั้นวางแผน ลองคิดกลับทางดู ตั้งต้นจากคณะและมหาวิทยาลัยที่ต้องการ แล้วถอย backward มาว่า GPAX และคะแนนสอบต้องอยู่ที่เท่าไหร่
GPAX คืออะไร ทำไมบางคณะถึงให้น้ำหนักต่างกัน
GPAX ย่อมาจาก Grade Point Average Cumulative ซึ่งก็คือเกรดเฉลี่ยสะสมตลอดมัธยมปลาย 6 ภาคเรียน ค่าสูงสุดคือ 4.00
แต่ละคณะให้น้ำหนัก GPAX ไม่เท่ากัน บางคณะอาจให้เพียง 10–20% ของคะแนนรวม บางคณะให้ถึง 30% บางแห่งไม่นำ GPAX มาคิดเลยด้วยซ้ำ ขึ้นอยู่กับโครงการและรอบของ TCAS
ลองเช็กว่า GPAX ปัจจุบันคุณอยู่ที่ไหน และต้องทำให้ถึงเท่าไหร่ใน 2 เทอมที่เหลือ ใช้ เครื่องคำนวณเกรดเฉลี่ย ใส่เกรดแต่ละวิชาพร้อมหน่วยกิตแล้วได้ค่าออกมาทันทีโดยไม่ต้องคำนวณมือ
A-Level กับ TGAT ต่างกันยังไง ควรเตรียมอะไรก่อน
TGAT (Thai General Aptitude Test) วัดความถนัดทั่วไป แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การสื่อสารภาษาอังกฤษ การคิดอย่างมีเหตุผล และสมรรถนะการทำงาน บางคณะใช้เฉพาะบาง part ไม่ได้ใช้ครบทั้ง 3 ส่วน
A-Level (Applied Knowledge Level) วัดความรู้เชิงวิชาการตามกลุ่มสาระ มีตั้งแต่คณิตศาสตร์ประยุกต์ วิทยาศาสตร์ประยุกต์ สังคมศาสตร์ ไปจนถึงภาษาไทยและภาษาอังกฤษ แต่ละคณะเลือกวิชาที่ต้องการเอง
คำตอบว่าควรเตรียมอะไรก่อน ไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับว่าคณะที่ตั้งเป้าไว้ต้องการ A-Level วิชาไหนและให้น้ำหนักเท่าไหร่ ถ้ายังไม่แน่ใจ ลองดูข้อสอบตัวอย่างที่ แนวข้อสอบ TGAT / TPAT ก่อนเลือกว่าจะเน้นส่วนไหน
คำนวณคะแนน TCAS ยังไงให้ได้ตัวเลขที่ใคร ๆ ก็ใส่
สูตรคำนวณคะแนน TCAS ไม่ใช่แค่บวกแล้วหาร แต่แต่ละองค์ประกอบมีน้ำหนักเป็นเปอร์เซ็นต์ของตัวเอง
ตัวอย่างเช่น คณะวิศวกรรมศาสตร์แห่งหนึ่งกำหนดว่า:
- GPAX 20%
- TGAT Part 1 (ภาษาอังกฤษ) 10%
- A-Level คณิต 1 30%
- A-Level ฟิสิกส์ 20%
- A-Level เคมี 20%
ถ้า GPAX = 3.50 คะแนน TGAT Part 1 = 75 คะแนน A-Level คณิต = 68 ฟิสิกส์ = 60 เคมี = 55 คะแนนรวม = (3.50 × 25 × 0.20) + (75 × 0.10) + (68 × 0.30) + (60 × 0.20) + (55 × 0.20)
ตัวเลขแบบนี้นั่งคิดเองผิดพลาดง่าย ลองใส่ใน เครื่องคำนวณคะแนน TCAS แล้วดูผลรวมคะแนนตามสัดส่วนจริงที่แต่ละคณะกำหนด
GPAX 3.00 กับ 3.50 ต่างกันมากแค่ไหน
คนส่วนใหญ่คิดว่า GPAX 3.50 “ดีกว่า” 3.00 โดยนัยทั่วไปก็ถูก แต่ในเชิงคะแนนจริง ถ้าคณะนั้นให้น้ำหนัก GPAX เพียง 10% ความต่างที่ 0.50 แต้มจะแปลงเป็นคะแนนต่างกันแค่ 1.25 คะแนน (จากคะแนนสูงสุด 100)
ขณะที่ A-Level คณิต 1 ที่ให้น้ำหนัก 35% ถ้าทำได้เพิ่มขึ้น 10 คะแนน จะได้คะแนนรวมเพิ่ม 3.5 คะแนน ซึ่งมากกว่า
ข้อสรุปง่าย ๆ คือ รู้ว่าคณะที่เล็งไว้ให้น้ำหนักอะไรมากที่สุด แล้วเน้นตรงนั้นก่อน
ถ้า GPAX ไม่พอ ยังทำอะไรได้บ้าง
GPAX ที่สะสมมาแล้วเปลี่ยนย้อนหลังไม่ได้ แต่เทอมที่เหลืออยู่ยังทำให้ค่าเฉลี่ยขยับได้
สมมติว่าเรียนมาแล้ว 4 เทอม GPAX อยู่ที่ 2.90 ถ้า 2 เทอมสุดท้ายทำได้ 3.80 ทั้งสองเทอม GPAX สุดท้ายอาจขึ้นมาอยู่ที่ 3.15–3.20 ขึ้นอยู่กับจำนวนหน่วยกิตแต่ละเทอม
ลองมาจำลองตัวเลขแบบนี้ได้ที่ เครื่องคำนวณเกรดเฉลี่ย ใส่เกรดที่มีอยู่และกรอกเกรดเป้าหมายสองเทอมสุดท้าย ก็จะเห็นว่า GPAX จะขึ้นถึงเท่าไหร่
สอบ TGAT / TPAT ครั้งแรก ควรเริ่มต้นยังไง
ข้อสอบ TGAT ส่วนที่คนกังวลกันมากคือ Part 2 การคิดอย่างมีเหตุผล เพราะเป็นประเภท “คิดไม่ทัน” ถ้าไม่ฝึก
วิธีที่ได้ผลคือฝึกทำโจทย์ซ้ำ ๆ จนชินรูปแบบ แล้วจับเวลา ลองทำ แนวข้อสอบ TGAT / TPAT ออนไลน์ฟรี ระบบสรุปให้ว่าส่วนไหนผิดบ่อย และข้อที่ผิดซ้ำต้องกลับไปทบทวนเนื้อหาไหน
วางแผนเร็วได้เปรียบ ไม่ใช่เพราะมีเวลาเตรียมมากกว่า แต่เพราะรู้เร็วกว่าว่าต้องเน้นอะไร และไม่เสียเวลาเตรียมในสิ่งที่ไม่มีผลต่อคณะที่ต้องการ