โปสเตอร์หนัง The Housemaid
7 / 10

The Housemaid

ผู้กำกับ Paul Feig
นักแสดงนำ
  • Amanda Seyfried
  • Sydney Sweeney
  • Brandon Sklenar
  • Michele Morrone
ประเภท
เข้าฉาย

เรื่องย่อ

เมื่อสาวใช้ผู้ใสซื่อก้าวเท้าเข้าสู่คฤหาสน์หรูเพื่อทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็ก แต่กลับถูกดึงเข้าสู่วังวนตัณหาของเจ้าของบ้าน จนนำไปสู่เกมอำนาจและความแค้นระหว่างชนชั้นที่ไม่มีใครคาดคิด พบกับ The Housemaid ภาพยนตร์ระทึกขวัญที่ตีแผ่ด้านมืดของจิตใจมนุษย์ได้อย่างเจ็บแสบและเยือกเย็นที่สุด

ถ้าคุณเป็นคนที่ดู Parasite (ชนชั้นปรสิต) แล้วรู้สึกว่าการที่คนแปลกหน้าเข้ามาอยู่ในบ้านมันช่างน่าหวาดระแวง บอกเลยว่านั่นเป็นแค่น้ำจิ้ม เพราะถ้าจะพูดถึง “ตัวมารดา” แห่งวงการหนังแม่บ้านจิตป่วน ต้องยกให้จักรวาล “The Housemaid” ที่ไม่ได้มีแค่เวอร์ชันเดียว แต่ถูกตีความใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งในเกาหลีและเวียดนาม จนกลายเป็นตำนานที่คอหนังทริลเลอร์ต้องคารวะ

หลายคนอาจจะคุ้นหน้า “อีจองแจ” จาก Squid Game แต่เชื่อไหมว่าก่อนที่ป๋าแกจะไปใส่ชุดวอร์มเขียว แกเคยรับบทมหาเศรษฐีเจ้าชู้ตัวพ่อใน The Housemaid (2010) ที่แซ่บจนไฟลุกจอ หรือข้ามฝั่งไปดูเวอร์ชันเวียดนาม (2016) ที่เปลี่ยนจากดราม่าชู้สาวให้กลายเป็นหนังสยองขวัญยุคอาณานิคมสุดหลอน วันนี้ “ฅนบ้าหนัง” จะพาไปแกะรอยความอำมหิตของสาวใช้หน้าซื่อตาใส ที่อาจทำให้คุณไม่กล้าจ้างใครมาทำงานบ้านอีกเลย

เรื่องย่อ The Housemaid ฉบับคนวงใน (เลือกเสพความหลอนได้ 2 รสชาติ)

ถ้าเราโฟกัสที่เวอร์ชัน 2010 (เกาหลี) พล็อตเรื่องมันคือละครหลังข่าวเวอร์ชันอัปเกรดโปรดักชันระดับโลก เรื่องราวของ “อึนอี” หญิงสาวที่จับพลัดจับผลูเข้ามาทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็กในคฤหาสน์หรูของมหาเศรษฐี แต่ความซื่อของเธอดันไปเตะตา “ฮุน” (รับบทโดย อีจองแจ) เจ้าของบ้านที่มองเธอเป็นแค่ของเล่นแก้ขัด พฤติกรรมลับๆ ของทั้งคู่จุดชนวนให้เหล่าเมียหลวง แม่ยาย และแม่บ้านรุ่นเดอะ ต้องงัดสารพัดวิธีกำจัดเสี้ยนหนาม ซึ่งบอกเลยว่าวิธีการของพวกหล่อนมันโหดร้ายเกินมนุษย์มนา

ตัดภาพมาที่เวอร์ชัน 2016 (เวียดนาม) มู้ดโทนจะเปลี่ยนไปคนละขั้ว เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 1953 ยุคเวียดนามใต้อาณานิคมฝรั่งเศส “ลินห์” สาวกำพร้าเดินเท้าเปล่าเข้ามาของานทำในไร่ยางพารา “Sa Cát” ที่ร่ำลือกันว่ามีคำสาป ที่นี่เธอไม่ได้แค่ต้องรับมือกับเจ้านายฝรั่งเศสสุดหล่อ แต่ยังต้องเจอกับวิญญาณอาฆาตของ “มาดาม” คนเก่าที่ตายไปแล้ว งานนี้ไม่ใช่แค่แย่งชิงอำนาจ แต่เป็นการเอาตัวรอดจากผีที่เฮี้ยนระดับตำนาน ใครที่ชอบเสพงานภาพสวยๆ พร้อมบรรยากาศวังเวงแบบเต็มเรื่อง ต้องเวอร์ชันนี้เลย

วิเคราะห์ความน่าดู: ทำไมถึงต้องหามาดูให้ได้สักครั้ง?

จุดแข็งที่ทำให้ The Housemaid (2010) ยืนหนึ่งในใจสายอาร์ต คือการดีไซน์ “ความรวย” ให้ออกมาดู “น่ารังเกียจ” ผู้กำกับ Im Sang-soo ใช้ฉากคฤหาสน์หรูหรา โอ่อ่า แต่กลับทำให้คนดูรู้สึกอึดอัดเหมือนอยู่ในกรงทอง ทุกช็อตถูกจัดวางองค์ประกอบศิลป์มาอย่างดี ยิ่งฉากอีโรติกที่เป็นจุดขาย บอกเลยว่าไม่ได้ใส่มาเพื่อเซอร์วิส แต่ใส่มาเพื่อตอกย้ำความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้กระทำ และอีกฝ่ายเป็นเพียงวัตถุทางเพศ ยิ่งได้นักแสดงระดับ Jeon Do-yeon มาเล่น สีหน้าแววตาของเธอแบกหนังไว้ทั้งเรื่องได้สบายๆ

ส่วนเวอร์ชันเวียดนาม (2016) น่าดูตรงที่มันคือการผสมผสานระหว่างหนังสยองขวัญ Gothic Romance เข้ากับประวัติศาสตร์สงคราม งานภาพของ Derek Nguyen สวยจนขนลุก คฤหาสน์เก่ากลางป่าสวนยางดูมีมนต์ขลัง และความน่ากลัวไม่ได้มาจากผีตุ้งแช่เพียงอย่างเดียว แต่มาจากบรรยากาศความกดดันของยุคสมัยที่คนเวียดนามถูกกดขี่โดยเจ้าอาณานิคม ทำให้ความสยองขวัญในเรื่องนี้มีความลึกซึ้งและดราม่าหนักหน่วงแบบเต็มเรื่อง ไม่มีกั๊กความโหด

The Housemaid - ONLYGROUB

เจาะลึกเกร็ดเบื้องหลัง The Housemaid ที่รู้แล้วจะดูหนังสนุกขึ้น

บอกแล้วว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดา แอบไปขุดข้อมูล Trivia มาฝากกันแบบเน้นๆ จะได้เอาไปคุยขิงกับเพื่อนในวงสนทนาได้

  1. ตำนาน “Citizen Kane” แห่งเกาหลี: ต้นฉบับปี 1960 โดย Kim Ki-young ไม่ใช่แค่หนังเก่าเก็บ แต่ได้รับการยกย่องว่าเป็น 1 ใน 3 หนังเกาหลีที่ดีที่สุดตลอดกาล เป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้ Bong Joon-ho สร้าง Parasite (สังเกตดีๆ ทั้งสองเรื่องเล่นประเด็นบันไดบ้านและครอบครัวคนรวยเหมือนกันเปี๊ยบ) แถมฟิล์มที่นำมาบูรณะยังเหลือรอดมาได้ราวๆ 110 นาที จากความยาวจริง 111 นาที ซึ่งถือว่าสมบูรณ์มากสำหรับหนังยุค 60 ที่มักจะสูญหายไปตามกาลเวลา
  2. รวมดาวออสการ์และคานส์: เวอร์ชัน 2010 ถือเป็นการรวมตัวของนักแสดงระดับเทพเจ้าก่อนจะดังเปรี้ยงปร้างในระดับโลก นอกจาก Jeon Do-yeon ที่คว้านักแสดงนำหญิงเมืองคานส์จาก Secret Sunshine มาก่อนแล้ว เรายังได้เห็น Youn Yuh-jung (คุณยายจาก Minari ที่คว้าออสการ์) มารับบทแม่บ้านรุ่นใหญ่ที่น่าเกรงขาม และแน่นอน อีจองแจ พระเอก Squid Game ในลุคแบดบอยไฮโซที่ร้ายลึกสุดๆ
  3. ปรากฏการณ์หนังผีเวียดนาม: เวอร์ชัน 2016 ไม่ได้มาเล่นๆ เพราะกวาดรายได้เป็นอันดับ 3 สูงสุดตลอดกาลในบ็อกซ์ออฟฟิศเวียดนาม (ณ ปีที่ฉาย) และขายลิขสิทธิ์ไปได้ถึง 18 ประเทศทั่วโลก รวมถึงคว้ารางวัล Best Score และ Sound Design จาก Vietnam Film Festival มาการันตีคุณภาพ งานดีขนาดนี้ ถ้าใครเป็นสาย ดูหนัง เพื่อนบ้านอาเซียน ต้องห้ามพลาดเด็ดขาด
  4. สัญญะซ่อนแอบ: ผู้กำกับเวอร์ชัน 2010 จงใจใช้พร็อพอย่าง “ไวน์” และ “อ่างอาบน้ำ” เป็นตัวแทนของความเสื่อมโทรมทางศีลธรรมของชนชั้นสูง ในขณะที่เวอร์ชัน 1960 ต้นฉบับถ่ายทำในบ้านสองชั้นเกือบทั้งเรื่อง เพื่อเปรียบเปรยว่าเป็น “ละครเวทีแห่งความวิปลาส” ที่คนนอกมองไม่เห็น แต่คนในบ้านแทบจะกินเลือดกินเนื้อกันเอง

Insight Q&A: ตอบคำถามคาใจก่อนเริ่มดู

Q: ไม่เคยดูเวอร์ชัน 1960 หรือ 2010 มาก่อน จะดูเวอร์ชัน 2016 รู้เรื่องไหม?

A: รู้เรื่องแน่นอน 100% เพราะแต่ละเวอร์ชันเป็นเอกเทศต่อกัน แค่ใช้ธีม “สาวใช้ในบ้านคนรวย” เหมือนกัน แต่เนื้อหา ตัวละคร และยุคสมัยต่างกันสิ้นเชิง ใครใคร่ดูเวอร์ชันไหนก่อนก็ได้ แต่ถ้าจะเก็บให้ครบเพื่อเปรียบเทียบชั้นเชิงของผู้กำกับก็แนะนำให้จัดไปเลยยาวๆ

Q: จะชวนแฟนไปดูหนังเรื่องนี้ เหมาะไหม?

A: ต้องถามก่อนว่าเพิ่งจีบกันใหม่ๆ หรือคบกันนานแล้ว ถ้าจีบกันใหม่ๆ “หยุดเดี๋ยวนี้” เพราะหนังทั้งสองเวอร์ชัน (โดยเฉพาะ 2010) มีฉากอีโรติกที่วาบหวิวและโจ่งแจ้งมาก (เรต R/18+) แถมเนื้อหายังหนักหน่วง หดหู่ และมีความรุนแรง ไม่ใช่มู้ดโรแมนติกชวนฝันแน่นอน เหมาะกับคนคอแข็งสายดาร์กมากกว่า

Q: มี End Credit ให้ลุ้นต่อไหม?

A: สายหนังรางวัลเขาไม่ค่อยทำกัน ทั้งเวอร์ชัน 2010 และ 2016 จบแบบจบเลย ปล่อยอารมณ์ให้คนดูนั่งอึ้งกับบทสรุปอันโหดร้ายตอนเครดิตขึ้น โดยไม่มีฉากแถมท้ายเครดิตมาเบรกอารมณ์ ดังนั้นพอดูจบแล้วก็นั่งตกตะกอนความคิดต่อได้เลย

อ่านมาถึงตรงนี้ ใครที่เริ่มคันไม้คันมืออยากสัมผัสความหลอนระดับตำนาน หรือกำลังมองหาลิสต์ ดูหนัง คุณภาพดีเอาไว้คุยกับเพื่อนรู้เรื่อง ก็ลองไปตามหามาชมกันได้ รับรองว่าประสบการณ์ที่ได้จะคุ้มค่าตื่นแน่นอน ส่วนใครที่อยากหาข้อมูลหนังเรื่องอื่นๆ หรือบทวิเคราะห์เจาะลึกแบบไม่อวย อย่าลืมแวะเข้ามาคุยกันต่อได้ที่ onlygroub.com พื้นที่ของคนรักหนังตัวจริง แล้วเจอกันในบทความหน้า!

ความน่าสนใจที่ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ยืนหนึ่งในฐานะ “Erotic Thriller” ระดับตำนาน ไม่ใช่เพียงแค่ฉากหวือหวาที่ถูกพูดถึง แต่คือการออกแบบงานสร้าง (Production Design) ที่จงใจทำให้ความหรูหราของคฤหาสน์กลายเป็น “กรงขังสีทอง” ตัวหนังใช้สเปซที่โอ่อ่ากดทับตัวละครสาวใช้ให้ดูตัวเล็กและไร้ทางสู้ สะท้อนภาพความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นที่คนรวยมองคนจนเป็นเพียงวัตถุทางเพศหรือเครื่องมือระบายอารมณ์ได้อย่างน่ารังเกียจ

ยิ่งไปกว่านั้น การเชือดเฉือนบทบาทระหว่างนักแสดงตัวแม่ ยิ่งตอกย้ำให้ The Housemaid กลายเป็นงานมาสเตอร์พีซที่เล่นกับความรู้สึกคนดูได้อย่างอยู่หมัด มันไม่ใช่แค่เรื่องชู้สาวธรรมดา แต่คือสงครามประสาทที่ฟาดฟันกันด้วยสายตาและการกระทำที่เลือดเย็นยิ่งกว่าการใช้อาวุธ ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้หนังเรื่องนี้ยังคงความขลังและน่าหยิบมาวิเคราะห์ซ้ำไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุคสมัย

ภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้อง