โปสเตอร์หนัง ดรีม!
7 / 10

ดรีม!

ผู้กำกับ พอล สปาเรีย, จิริยา สปาเรีย
นักแสดงนำ
  • วิทยา ปานศรีงาม
  • มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล
  • สหจักร บุญธนกิจ
ประเภท
เข้าฉาย

เรื่องย่อ

เรื่องราวการผจญภัยของ "เล็ก" เด็กหญิงกำพร้าจากยอดดอยที่ตัดสินใจแบกเป้เดินทางไกลล่องใต้เพื่อตามหาครอบครัวใหม่ ท่ามกลางมิตรภาพ เสียงเพลง และความงดงามของประเทศไทยในมุมมอง Road Trip มิวสิคัลภาษาอังกฤษเรื่องแรกของไทย ผลงานการกำกับของ Paul Spurrier ที่จะทำให้ Dream! กลายเป็นภาพยนตร์ฟีลกู๊ดที่อบอุ่นที่สุดส่งท้ายปีนี้

เอาจริงดิ? นี่คือคำแรกที่แวบเข้ามาในหัวตอนเห็นข่าวโปรเจกต์นี้ คือเราเห็นหนังไทยพยายามจะโกอินเตอร์มาเยอะ เจ็บมาก็แยะ แต่นี่เล่นท่ายากแบบ Double Combo เลยนะ หนึ่งคือทำเป็น “มิวสิคัล” (ซึ่งปราบเซียนในตลาดบ้านเรามาก) สองคือเป็น “หนังพูดภาษาอังกฤษทั้งเรื่อง” โดยทีมสร้างและนักแสดงไทย แถมยังมาในธีมคริสต์มาส… ในประเทศไทยเนี่ยนะ?

แต่นี่แหละคือความบ้าบิ่นที่น่าสนใจของ Dream! (ดรีม!) เพราะพอดูชื่อผู้กำกับแล้วต้องขมวดคิ้วอีกรอบ Paul Spurrier ถ้าใครตามหนังอินดี้สายหลอนจะจำเขาได้จากเรื่อง P (สวย…สยอง) หรือ The Forest ที่ดิบๆ ดาร์กๆ แต่วันนี้พี่แกกระโดดมาทำหนังเพลงฟีลกู๊ดระดับครอบครัว มันเหมือนมีอะไรบางอย่างที่แกอยากจะพิสูจน์ให้โลกเห็นว่า “เฮ้ย ไทยแลนด์ไม่ได้มีดีแค่หนังผีนะเว้ย”

วันนี้ในฐานะ “ฅนบ้าหนัง” ผมเลยจะพามาแกะรอยโปรเจกต์ยักษ์เงียบเรื่องนี้กันก่อนโรงฉาย ว่าทำไมมันถึงกลายเป็นหนังที่กวาดรางวัลนอกบ้านมาเพียบ แล้วทำไมเราถึงควรตีตั๋วไปดู

เรื่องย่อ Dream! ฉบับคนวงใน (แบบไม่สปอยล์จุดพีค)

เรื่องราวของ “เล็ก” (รับบทโดย น้องอมตา มาศมาลัย) เด็กสาวที่ใช้ชีวิตอยู่บนดอยทางภาคเหนือ ชีวิตน้องแกก็ดูจะมีความสุขตามประสาเด็กภูเขา จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้โลกทั้งใบถล่มลงมา (ตรงนี้ดราม่าหนักหน่วงอยู่นะ เตรียมทิชชู่ไว้หน่อย) ทำให้เธอต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าแบบไม่ทันตั้งตัว

แทนที่จะนั่งร้องไห้รอโชคชะตา เล็กตัดสินใจแบกเป้ใบเดียวออกเดินทางจากเหนือล่องใต้ เพื่อตามหาบ้านและครอบครัวใหม่ ระหว่างทางนี่แหละที่เป็นหัวใจของหนัง เพราะมันคือ Road Trip ที่ไม่ได้มีแค่การเดินเท้า แต่เป็นการเดินทางผ่านเสียงเพลง เล็กได้เจอกับผู้คนแปลกหน้า ทั้งคนที่ยื่นมือมาช่วย และคนที่ทำให้เธอต้องตั้งคำถามกับโลกของผู้ใหญ่ที่แสนจะวุ่นวาย

พล็อตดูเหมือนจะเศร้าใช่ไหม? แต่เปล่าเลย ตัวอย่างหนังและโทนที่ปล่อยออกมา มันคือการผสมผสานความแฟนตาซีของเด็ก เข้ากับความเรียลของประเทศไทย คือมันมีความหวังแทรกอยู่ในทุกจังหวะดนตรี เป็นการเล่าเรื่องที่บอกว่า แม้ในวันที่แย่ที่สุด ความฝัน (Dream) อาจจะเป็นสิ่งเดียวที่หล่อเลี้ยงเราให้ก้าวต่อไปได้

วิเคราะห์ความน่าดูของ Dream! เมื่อไทยจะไปเวทีโลก

สิ่งที่ทำให้ผมนั่งไม่ติดเก้าอี้ไม่ใช่แค่พล็อต แต่มันคือ “ความกล้า” ของงานโปรดักชัน

อย่างแรกเลยคือ งานภาพที่จัดมาให้ดูแบบเต็มเรื่อง ไม่มีกั๊ก คือปกติหนังไทยเรามักจะเห็นภาพจำเจๆ ในเมือง หรือไม่ก็ป่าเขาแบบเดิมๆ แต่เรื่องนี้ Paul Spurrier แกตั้งใจใช้โลเคชันทั่วไทย (Real Location) แทนการเซตฉากในสตูดิโอ เพื่อให้คนดูรู้สึกเหมือนได้เดินทางไปพร้อมกับตัวละครจริงๆ และที่สำคัญ การถ่ายทำมิวสิคัลในพื้นที่จริง (On Location Musical) เนี่ย มันยากกว่าถ่ายในสตูฯ หลายเท่าตัวนะ ทั้งเรื่องเสียง เรื่องแสง เรื่องการคุมคนมุง แต่งานภาพที่ออกมามันได้ความสด ได้บรรยากาศแสงแดดเมืองไทยที่ต่างชาติเขาตื่นเต้นกัน

อีกจุดที่น่าจับตาคือ การแสดง เราเห็นชื่อ “วิทยา ปานศรีงาม” ปกติป๋าแกจะมาสายมาเฟียหน้านิ่ง หรือตำรวจโหดๆ ใน Only God Forgives แต่เรื่องนี้แกพลิกบทบาทมาอยู่ในหนังเพลงครอบครัว! แค่คิดภาพไม่ออกก็น่าไปดูแล้วว่าแกจะมาไม้ไหน ส่วนน้อง “อมตา” นางเอกของเรื่อง นี่คือเพชรเม็ดใหม่ที่ร้องจริง เล่นจริง ไม่มีการลิปซิงค์หลอกๆ ให้คนดูหงุดหงิดใจ ใครที่ชอบเสพงานคราฟต์ งานที่นักแสดงทุ่มเทฝึกซ้อม เรื่องนี้น่าจะเป็นลิสต์ลำดับต้นๆ ของปีนี้เลย

ดรีม! - ONLYGROUB

เจาะลึกเกร็ดเบื้องหลัง Dream! ที่คน “บ้าหนัง” ต้องรู้

มาถึงส่วนที่ผมชอบที่สุด คือการขุดคุ้ยข้อมูล Trivia ที่คนทั่วไปอาจจะไม่ทันสังเกต แต่ถ้าคุณรู้อรรถรสในการดูจะเพิ่มขึ้นอีก 300%

1. จากเจ้าพ่อหนังผี สู่มิวสิคัลแฟนตาซี?

พอล สปาเรีย ไม่ใช่มือใหม่ เขาคือคนทำหนังที่เข้าใจ “ความเป็นไทย” ในมุมมองของฝรั่งที่อยู่ไทยมานาน (Expat Perspective) ผลงานเก่าๆ อย่าง P หรือ The Forest มันสะท้อนความเชื่อ ลี้ลับ แต่กับ Dream! เขาให้สัมภาษณ์ทำนองว่า อยากทำหนังที่ “ใช้ภาษาอังกฤษแต่มีจิตวิญญาณแบบไทย” คือตั้งใจจะสื่อสารกับคนทั้งโลกโดยไม่ต้องผ่านกำแพงภาษา (subtitle) แต่เนื้อในยังคงเป็นวัฒนธรรมไทย ความเอื้ออารีแบบไทยๆ นี่คือความทะเยอทะยานที่น่าชื่นชม

2. คริสต์มาสแบบ Tropical (เมื่อซานต้าต้องเจอแดดเมืองไทย)

หนังคริสต์มาสส่วนใหญ่ที่เราดูต้องมีหิมะ มีเตาผิง มีเสื้อไหมพรมใช่ไหม? แต่ Dream! ฉีกขนบนั้นทิ้งหมด ผู้กำกับตั้งคำถามผ่านตัวละครเด็กไทยว่า “ทำไมซานต้าไม่มาเมืองไทย?” คำตอบอาจจะไม่ได้อยู่ที่ภูมิอากาศ แต่อยู่ที่ความเหลื่อมล้ำหรือโอกาสหรือเปล่า? หนังเลือกจะนำเสนอคริสต์มาสในแบบร้อนชื้น (Tropical Christmas) ที่ไม่มีหิมะสักเม็ด แต่มีความอบอุ่นของน้ำใจคนไทยแทน ซึ่งจุดนี้แหละที่ทำให้นักวิจารณ์ต่างชาติในเทศกาล Raindance ที่ลอนดอน ร้องว้าวกับคอนเซปต์นี้มาก

3. ดีกรีรางวัล Oscar-Qualifying ไม่ใช่เล่นๆ

อย่าเพิ่งมองว่าเป็นหนังไทยฟอร์มเล็ก เพราะหนังเรื่องนี้ไปคว้ารางวัล First Prize จาก Rhode Island International Film Festival 2025 มาแล้ว ซึ่งเทศกาลนี้เป็นเวทีระดับ Oscar-Qualifying (หมายความว่าหนังที่ชนะมีสิทธิ์ถูกพิจารณาเข้าชิงออสการ์ได้เลย ถ้าผ่านเกณฑ์อื่นๆ ครบ) แถมยังได้ Best Foreign Feature จาก NYLIFF อีก คือถ้าของไม่ดีจริง ฝรั่งเขาไม่แจกรางวัลใหญ่ขนาดนี้หรอก มันการันตีได้ระดับหนึ่งเลยว่า บทและการเล่าเรื่องมันสากลมากพอที่จะทัชใจคนต่างวัฒนธรรมได้

4. เพลงประกอบที่ไม่ใช่แค่ใส่มาให้ครบโควตา

ความยากของหนังเพลงคือ เพลงต้องเล่าเรื่อง ไม่ใช่หยุดเรื่องเพื่อมาร้องเพลง ข่าววงในระบุว่ามีการดึงนักประพันธ์ระดับโลกมาร่วมงาน (แม้จะยังไม่เปิดเผยชื่อเป็นทางการ) ผสมผสานดนตรีตะวันตกเข้ากับกลิ่นอายไทยๆ และที่สำคัญคือนักแสดงสมทบหลายคนคือคนที่ “ร้องเพลงได้” จริงๆ ไม่ใช่ดาราที่มาร้องเพี้ยนๆ แล้วใช้ Auto-tune ช่วย คือเตรียมหูไปฟังงานคุณภาพแบบเต็มเรื่องได้เลย

FAQ (Insight Q&A) ถามมา ตอบตรง

Q: Dream! มีความเกี่ยวโยงกับหนังเรื่องก่อนๆ ของพอล สปาเรีย ไหม?

A: ไม่ต้องห่วงครับ เป็นหนังเดี่ยว (Standalone) จบในตัว ไม่ได้อยู่ในจักรวาลผีๆ อย่าง P หรือ The Forest แน่นอน ดูรู้เรื่อง 100% โดยไม่ต้องทำการบ้านมาก่อน

Q: เหมาะกับพาเด็กไปดูไหม? (เห็นว่าเป็นหนังครอบครัว)

A: คำตอบคือ “เหมาะมาก” แต่มีข้อควรระวังนิดหน่อย หนังได้เรท G (ทั่วไป) ก็จริง แต่ช่วงต้นเรื่องมีประเด็นเรื่องการสูญเสียพ่อแม่ที่ค่อนข้างสะเทือนใจ (ตามสไตล์หนังดิสนีย์ยุคคลาสสิกนั่นแหละ) ถ้าลูกหลานใครเซนซิทีฟเรื่องความตาย อาจจะต้องเตรียมคำอธิบายไว้นิดนึง แต่โดยรวมไม่มีพิษภัย ไม่มีฉากโป๊เปลือยหรือคำหยาบคายรุนแรงครับ

Q: มีฉาก End Credit ให้รอลุ้นไหม?

A: จากข้อมูลล่าสุดในสายเทศกาล ยังไม่มีรายงานว่ามีฉากพิเศษ หรือการปูไปภาคต่อแบบหนังฮีโร่นะครับ หนังจบสมบูรณ์ในตัว แต่แนะนำให้นั่งฟังเพลงช่วงเครดิต เพราะดนตรีประกอบเรื่องนี้คือทีเด็ดที่ไม่อยากให้รีบลุก

ใครที่กำลังวางแผนหาโปรแกรมดูหนังช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่กับครอบครัว หรืออยากพาแฟนไปดูอะไรที่มันจรรโลงใจแต่ไม่เลี่ยน Dream! น่าจะเป็นตัวเลือกม้ามืดที่ไม่ควรมองข้าม คือนานๆ ทีเราจะมีหนังไทยโปรดักชันอินเตอร์ ที่กล้าฉีกกรอบเดิมๆ แบบนี้มาให้ดู ถ้าเราไม่สนับสนุนหนังที่กล้าทำอะไรใหม่ๆ เราก็คงต้องทนดูหนังสูตรสำเร็จกันต่อไปจริงไหม?

เอาเป็นว่า 18 ธันวานี้ ไปพิสูจน์กันในโรง แล้วถ้าดูจบแล้วรู้สึกยังไง แวะมาคุยกันได้ที่ onlygroub.com เหมือนเดิมครับ เดี๋ยวผมจะรอเม้าท์!

สิ่งที่น่าสนใจจนต้องยกนิ้วให้ คือความกล้าบ้าบิ่นของผู้กำกับ Paul Spurrier ที่ฉีกขนบหนังคริสต์มาสแบบเดิมๆ ทิ้งไปจนหมดสิ้น แทนที่จะมีหิมะหรือเตาผิงตามสูตรสำเร็จฮอลลีวูด เขาเลือกนำเสนอ “Tropical Christmas” ผ่านแสงแดดและวิถีชีวิตชนบทไทย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแก่นแท้ของเทศกาลนี้ไม่ได้อยู่ที่ภูมิอากาศ แต่อยู่ที่ “การให้” และ “ความหวัง” ซึ่งถูกถ่ายทอดออกมาได้อย่างลึกซึ้งผ่านบทเพลงและงานภาพที่ถ่ายทำในสถานที่จริงทั่วประเทศ

นอกจากนี้ การคัดเลือกนักแสดงอย่าง “วิทยา ปานศรีงาม” มาร่วมจอยในหนังเพลงสำหรับครอบครัว ถือเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญที่หาดูได้ยาก ยิ่งมาเจอกับพลังเสียงสดๆ ของน้องใหม่ “อมตา มาศมาลัย” ยิ่งทำให้ Dream! มีเคมีที่แปลกใหม่และน่าค้นหา เป็นงานโปรดักชันไทยที่ยกระดับมาตรฐานจนเวทีต่างชาติต้องยอมรับ

ภาพยนตร์ที่เกี่ยวข้อง