Toy Story 5 ทอย สตอรี่ 5
Toy Story 5
มันเริ่มแล้ว
กำกับโดย Andrew Stanton
เรื่องย่อและรีวิว
Toy Story 5 กลับมาในจุดที่หลายคนแอบกลัวอยู่เหมือนกันว่า “ยังมีอะไรให้เล่าอีกเหรอ?”
เพราะสำหรับแฟนจำนวนไม่น้อย Toy Story เคยปิดแผลใจไปแล้วตั้งแต่ภาค 3 บางคนยอมเปิดใจให้ภาค 4 เพราะมันพาวู้ดดี้ไปถึงปลายทางของตัวเอง แต่พอมาถึงภาค 5 คำถามเดิมก็กลับมาอีกครั้ง หนังจำเป็นต้องมีไหม หรือแค่เอาแฟรนไชส์เก่ามาปัดฝุ่น?
หลังหนังเข้าฉายจริง คำตอบไม่ได้ขาวดำขนาดนั้น
ถ้ามองจากหน้าหนังหรือไอเดียตั้งต้น หลายคนคงคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นสงครามระหว่าง “ของเล่นเก่า” กับ “แท็บเล็ตยุคใหม่” แบบที่เดาได้ตั้งแต่ยังไม่ซื้อตั๋ว แต่หนังไม่ได้เล่นง่ายขนาดนั้น จุดที่น่าสนใจกว่าคือ มันไม่ได้ชี้นิ้วด่าเทคโนโลยีว่าเป็นตัวร้าย หนังเลือกขุดเรื่องที่ใกล้ตัวกว่า เจ็บกว่า และน่าจะกระทบพ่อแม่ยุคนี้มากกว่า
เด็กไม่ได้เลิกเล่นของเล่นเพราะจอเสมอไป
บางครั้ง เด็กเลิกเล่นเพราะเริ่มอายคนอื่น
นั่นแหละ แกนที่ทำให้ Toy Story 5 มีน้ำหนักกว่าที่หลายคนคาดไว้
บอนนี่ไม่ได้โตเกินของเล่น เธอแค่ถูกโลกเร่งให้โต
ถ้าย้อนกลับไปดู Toy Story 3 ความเจ็บของภาคนั้นอยู่ที่การเติบโตตามธรรมชาติ แอนดี้โตขึ้น ชีวิตเดินหน้า ของเล่นที่เคยเป็นทั้งจักรวาลของเด็กคนหนึ่งจึงค่อย ๆ ถูกวางไว้ข้างหลัง มันเศร้า แต่เข้าใจได้
กรณีของบอนนี่ใน Toy Story 5 ไม่เหมือนกันเลย
บอนนี่ยังอายุราว 8-9 ขวบ ยังเป็นวัยที่ควรเล่น ควรตั้งชื่อให้ของเล่น ควรลากตุ๊กตาไปนอนด้วยได้โดยไม่ต้องรู้สึกผิด แต่โลกของเธอเริ่มไม่ปลอดภัยแบบนั้นแล้ว โดยเฉพาะเมื่อเธอได้รับแท็บเล็ตรูปกบอัจฉริยะชื่อ ลิลลี่แพด พากย์เสียงโดย Greta Lee
ลิลลี่แพดพาบอนนี่เข้าไปสู่โลกโซเชียลชื่อ The Pond และจากตรงนั้น เรื่องก็เริ่มเปลี่ยนจากความน่ารักแบบ Toy Story ไปเป็นความอึดอัดแบบเด็กยุคใหม่
ฉากที่บอนนี่พาเจสซี่กับบูลส์อายไปงานปาร์ตี้ค้างคืน แล้วถูกเพื่อน ๆ อย่างเชลซี ไฮดี้ และคาร่าล้อผ่านกรุ๊ปแชตว่าเธอยังทำตัวเป็นเด็ก เป็นฉากที่แทงใจแบบเงียบ ๆ ไม่ได้ใหญ่โต ไม่ได้ดราม่าฟูมฟาย แต่คนดูจะรู้ทันทีว่าเด็กคนนี้กำลังโดนอะไร
มันไม่ใช่แค่การแซวเล่น
มันคือการทำให้เด็กคนหนึ่งเริ่มสงสัยว่า “ของที่ฉันรัก มันน่าอายเหรอ?”
คำถามนี้โหดมากนะ โดยเฉพาะในหนังที่เคยบอกเรามาตลอดว่าของเล่นคือพื้นที่ปลอดภัยของวัยเด็ก
ลิลลี่แพดไม่ใช่ปีศาจ แต่เป็นเทคโนโลยีที่เข้าใจมนุษย์ไม่ครบ
ความดีงามอย่างหนึ่งของ Toy Story 5 คือหนังไม่ได้ทำให้ลิลลี่แพดเป็นวายร้ายแบบการ์ตูนสูตรสำเร็จ เธอไม่ได้หัวเราะชั่วร้าย ไม่ได้อยากกำจัดเจสซี่ ไม่ได้มีแผนครองโลกของเล่น
ลิลลี่แพดแค่อยากช่วยบอนนี่ในแบบที่ระบบของเธอคิดว่าถูก

ปัญหาคือระบบนั้นวัดความสัมพันธ์แบบผิดทาง
ในสายตาของลิลลี่แพด การมีคอนแทกต์ การมีคนคุยใน The Pond การดูเหมือนอยู่ในกลุ่มเพื่อน อาจแปลว่าเด็กคนนี้กำลังเข้าสังคมได้ดี แต่หนังค่อย ๆ บีบให้เห็นว่า การถูกมองเห็นในโลกออนไลน์ ไม่ได้เท่ากับการถูกรักในชีวิตจริง
นี่เป็นประเด็นที่ภาคนี้ทำได้ค่อนข้างร่วมสมัย เพราะมันไม่ได้หยุดแค่ “เด็กติดจอ” ซึ่งเป็นประโยคที่เราได้ยินกันจนชินแล้ว แต่ไปไกลกว่านั้น หนังถามว่า ถ้าโลกดิจิทัลทำให้เด็กคนหนึ่งต้องตัดส่วนที่ซื่อที่สุดของตัวเองทิ้ง เพื่อให้คนอื่นยอมรับ แบบนั้นยังเรียกว่าการเข้าสังคมอยู่ไหม?
ลิลลี่แพดจึงไม่ใช่ศัตรูในความหมายเดิม เธอเป็นตัวแทนของโลกใหม่ที่ฉลาดมาก แต่ยังไม่เข้าใจหัวใจมนุษย์มากพอ
และนี่ทำให้ความขัดแย้งของหนังน่าคุยกว่าแค่ของเล่นปะทะแท็บเล็ตเยอะ
เจสซี่ได้ขึ้นมาเป็นหัวใจของเรื่อง และมันควรเป็นแบบนั้น
การลดบทของ วู้ดดี้ ให้ถอยมาเป็นกำลังเสริม แล้วดัน เจสซี่ ขึ้นมาเป็นศูนย์กลางทางอารมณ์ ถือเป็นการตัดสินใจที่น่าสนใจมากของภาคนี้
เพราะในแง่ของธีม “การถูกทิ้ง” ไม่มีใครเหมาะกับเรื่องนี้ไปกว่าเจสซี่อีกแล้ว
แฟนที่จำ Toy Story 2 ได้คงยังไม่ลืมบาดแผลของเธอกับเอมิลี่ เจ้าของคนแรกที่เคยรักเธอมาก แล้ววันหนึ่งก็โตพอที่จะวางเธอไว้ข้างหลัง แผลนั้นไม่ได้หายไปเพียงเพราะเจสซี่ได้บ้านใหม่ ได้เพื่อนใหม่ หรือได้กลับมาเป็นของเล่นที่มีคนเล่นอีกครั้ง
บางแผลแค่เงียบลง
แต่พอมีเหตุการณ์ใหม่มาสะกิด มันก็เจ็บเหมือนเดิม
พอบอนนี่เริ่มถอยห่าง เจสซี่จึงไม่ได้รู้สึกแค่เสียใจ เธอเหมือนถูกลากกลับไปอยู่ในความทรงจำเดิมอีกครั้ง ภาคนี้เลยไม่ใช่แค่การเล่าว่าบอนนี่กำลังเปลี่ยนไป แต่เป็นการพาเจสซี่ไปเผชิญหน้ากับความกลัวเก่าของตัวเอง
แล้วหนังพาเธอไปไกลกว่านั้น ผ่านฟาร์มของเด็กสาวชื่อ เบลซ ซึ่งเฉลยว่าเป็นบ้านเก่าของเอมิลี่
ฉากที่เจสซี่เจอกล่องความทรงจำ และรู้ว่าเอมิลี่ตั้งชื่อลูกสาวตามเธอ เป็นโมเมนต์ที่เล่นกับหัวใจแฟนเก่าได้แรงพอสมควร มันไม่ได้เป็นแค่แฟนเซอร์วิส แต่เหมือนหนังกลับไปบอกเจสซี่ว่า เธอไม่เคยถูกลบออกจากชีวิตของเอมิลี่แบบที่เธอเข้าใจ
บางคนอาจไม่ได้กลับมาเล่นของเล่นชิ้นเดิม
แต่ไม่ได้แปลว่าเขาไม่เคยรักมันจริง
ประโยคแบบนี้แหละที่ Toy Story เก่งมาตลอด พูดเรื่องสิ่งของ แต่แทงเข้าความสัมพันธ์ของคน
แกดเจ็ตตกรุ่นทำให้ประเด็นเทคโนโลยีซับซ้อนขึ้น
หนึ่งในส่วนที่ชอบเป็นพิเศษ คือการที่เจสซี่ได้เจอกลุ่มแกดเจ็ตอิเล็กทรอนิกส์ตกรุ่น ไม่ว่าจะเป็น Smarty Pants พากย์โดย Conan O’Brien, Atlas เครื่อง GPS พากย์โดย Craig Robinson หรือ Snappy กล้องถ่ายรูปเด็ก
ตรงนี้ดูเหมือนมุกขำ ๆ ในตอนแรก แต่จริง ๆ แล้วมันช่วยพลิกประเด็นของหนังทั้งเรื่อง
เพราะถ้าคิดดี ๆ แท็บเล็ตที่ดูใหม่ในวันนี้ วันหนึ่งก็จะกลายเป็นของเก่าเหมือนกัน เครื่อง GPS ที่เคยล้ำมาก กล้องเด็กที่เคยสนุกมาก หรืออุปกรณ์อะไรก็ตามที่เคยทำให้เด็กตื่นเต้น สุดท้ายก็หนีชะตาเดียวกับของเล่นคลาสสิกไม่พ้น
ถูกวางไว้
ถูกลืม
ถูกแทนที่ด้วยของใหม่กว่า
นี่ทำให้หนังไม่แบ่งโลกเป็นสองฝั่งแบบง่าย ๆ ว่า ของเล่นคือความอบอุ่น ส่วนเทคโนโลยีคือภัยคุกคาม เพราะแกดเจ็ตพวกนี้ก็เคยเป็นสิ่งที่เด็กคนหนึ่งรักเหมือนกัน เพียงแต่ความทรงจำของมันถูกห่อด้วยพลาสติก ปุ่มกด หน้าจอ และแบตเตอรี่ แทนที่จะเป็นหมวกคาวบอยหรือม้าไม้
ของเล่นกับเทคโนโลยีอาจไม่ได้เป็นศัตรูกันเลย ทั้งคู่เป็นแค่พาหนะของความทรงจำคนละยุค
ประเด็นนี้ดีมาก และน่าเสียดายเล็กน้อยที่หนังบางช่วงยังรีบไปนิด ถ้าได้อยู่กับกลุ่มแกดเจ็ตตกรุ่นมากกว่านี้อีกหน่อย อารมณ์ของช่วงกลางเรื่องน่าจะหนึบขึ้นอีก
ตอนจบเลือกการประนีประนอม มากกว่าการล้มอีกฝ่าย
หลังหนังเข้าฉาย กระแสตอบรับแตกออกเป็นสองทางชัดเจน มีคนที่รักภาคนี้มาก มองว่าเป็นการกลับมาที่มีหัวใจ ขณะเดียวกันก็มีอีกกลุ่มที่ยังรู้สึกว่าแฟรนไชส์นี้ควรหยุดตั้งนานแล้ว และมองว่าพล็อตบางส่วนวนกลับไปหาโจทย์เดิมเกินไป
เข้าใจได้ทั้งคู่
Toy Story 5 อาจไม่ใช่ภาคต่อที่ทุกคนร้องขอ แต่ในแง่ประเด็นร่วมสมัย หนังมีของให้หยิบมาคุยเยอะ โดยเฉพาะตอนจบที่ไม่ได้ให้ของเล่น “ชนะ” เทคโนโลยี
เมื่อลิลลี่แพดรู้ว่าการกระทำของตัวเองทำให้บอนนี่เจ็บ เธอหนีขึ้นรถบริจาคสิ่งของด้วยความรู้สึกผิด แทนที่หนังจะใช้จังหวะนี้กำจัดเธอออกจากเรื่อง เหล่าของเล่นกลับร่วมมือกันช่วยเธอกลับมา รวมถึงกองทัพ มัลติ-บัซ 50 ตัวที่เข้ามาเติมความวุ่นวายแบบที่แฟน Toy Story น่าจะยิ้มได้
ประเด็นอยู่ตรงนี้
หนังไม่ได้บอกว่าเด็กต้องทิ้งแท็บเล็ตแล้วกลับไปเล่นตุ๊กตาเหมือนเดิม หนังเลือกทางที่ยากกว่า คือบอกว่าเทคโนโลยีกับของเล่นต้องหาวิธีอยู่ร่วมกันให้ได้ โดยมีเด็กเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ให้เด็กกลายเป็นสนามรบของสองโลก
ตอนที่ลิลลี่แพดกับเจสซี่ช่วยให้บอนนี่ได้พบกับเบลซ เพื่อนในชีวิตจริงที่ยังรักการเล่นและยังมีจินตนาการเหมือนกัน หนังเหมือนวางคำตอบไว้นิ่ม ๆ ว่า เด็กไม่ได้ต้องการแค่คอนเนกชันเยอะ ๆ เด็กต้องการใครสักคนที่ทำให้เขาเป็นตัวเองได้โดยไม่ต้องกลัวโดนล้อ
ฟังดูเรียบง่าย แต่ในยุคที่เด็กบางคนเริ่มกังวลภาพลักษณ์ของตัวเองตั้งแต่อายุยังไม่ถึงสิบขวบ คำตอบนี้ไม่เล็กเลย
Toy Story 5 ยังมีของเล่นหลังเครดิต และเพลงที่แฟนป๊อปน่าจะรอ
ใครยังไม่ได้ดูหรือกำลังจะไปเก็บรอบซ้ำ อย่าเพิ่งรีบลุกตอนเครดิตขึ้น หนังมีฉาก Mid-credit 1 ตัวให้ดูต่อ และช่วงท้ายเครดิตยังมีเพลง “I Knew It, I Knew You” ของ Taylor Swift แทรกเข้ามาเป็นของแถมให้แฟนเพลงได้อมยิ้ม
อีกกิมมิกที่เรียกเสียงฮือฮาได้คือเสียงพากย์ของ Bad Bunny ในบทของเล่นพิซซ่าใส่แว่นดำ ซึ่งเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ทำให้ภาคนี้เล่นกับวัฒนธรรมป๊อปแบบไม่ฝืนเกินไป
แต่พอดูจบแล้ว สิ่งที่ติดหัวมากที่สุดกลับไม่ใช่ชื่อดารา เพลงท้ายเครดิต หรือมุกมัลติ-บัซ
มันคือคำถามที่หนังโยนกลับมาแบบไม่ต้องขึ้นเสียงว่า
เรากำลังปล่อยให้เด็กได้เป็นเด็กนานพอหรือเปล่า
เพราะถ้าเด็กคนหนึ่งต้องซ่อนของเล่นที่ตัวเองรัก เพียงเพื่อไม่ให้ถูกเพื่อนล้อในกรุ๊ปแชต บางทีปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ของเล่น ไม่ได้อยู่ที่แท็บเล็ต และไม่ได้อยู่ที่เด็กคนนั้นเลย
ปัญหาอาจอยู่ที่โลกของผู้ใหญ่ที่รีบทำให้วัยเด็กสั้นลงเกินไป
ผู้กำกับและนักแสดง
ผู้กำกับ
- Andrew Stanton Director
นักเขียน
- Andrew Stanton Screenplay
- Jason Katz Story Supervisor
- Kenna Harris Screenplay
- Logan Hester Story Manager
- Andrew Stanton Story
นักแสดงนำ · 61
- ทอม แฮงส์ Woody (voice)
- Tim Allen Buzz Lightyear (voice)
- Joan Cusack Jessie (voice)
- Greta Lee Lilypad (voice)
- โคแนน โอ'ไบรอัน Smarty Pants (voice)
- เคร็ก โรบินสัน Atlas (voice)
- Shelby Rabara Snappy (voice)
- โทนี เฮล Forky (voice)
- Scarlett Spears Bonnie (voice)
- Jay Hernandez Bonnie’s Dad (voice)
- Lori Alan Bonnie's Mom (voice)
- Bonnie Hunt Dolly (voice)
ตัวอย่างภาพยนตร์